วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2553

Storm surge มหันตภัยร้ายแห่งท้องทะเล




หากลองนึกภาพเหตุการณ์ภัยธรรมชาติครั้งร้ายแรงที่เคยเกิด ขึ้นกับประเทศไทยในอดีต แน่นอนว่า ภาพของเหตุการณ์ไล่ตั้งแต่พายุแฮเรียต ในปีพ.ศ.2505 ที่ซัดแหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช จนราบเป็นหน้ากลอง ถัดมาในปี พ.ศ.2532 มหาวิบัติพายุเกย์ ก็สร้างความเจ็บช้ำให้แก่ชาวบ้านหลายพื้นที่ใน จ.ชุมพร จนมาถึงช่วงปี พ.ศ.2540 พายุลินดา ก็ซัดซ้ำรอยเดิมใน จ.ชุมพร จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.เพชรบุรี...เหตุการณ์ทั้งหมดคง อยู่ในความทรงจำของคนไทยหลายคน กระทั่งล่าสุดในช่วงต้นปีที่ผ่านก็เกิดเหตุพิบัติภัย จากพายุนาร์กีสที่ถล่ม ประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า จนสร้างความเสียหายเกินคณานับ ซึ่งภาพเหตุการณ์ที่ไล่เรียงมานี้ หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าล้วนแล้ว เกิดขึ้นจากความรุนแรงของพายุที่พัดเข้าหา ชายฝั่งในลักษณะที่เรียกว่า ‘Storm surge’

** Storm surge มหัตภัยร้ายเกินมองข้ามนาวาเอก กตัญญู ศรีตังนันท์ ผู้บังคับหมวดเรืออุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ให้คำอธิบายว่า Storm surge คือ ปรากฏการณ์คลื่นที่เกิดขึ้นพร้อม กับพายุหมุนโซนร้อนที่ยกระดับน้ำทะเลให้สูง ขึ้นกว่าปกติ อันเนื่องมาจากความกดอากาศต่ำที่ปกคลุม ณ บริเวณนั้น ซึ่งเวลาที่หย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนตัวผ่านไปพร้อมกับศูนย์กลางของพายุ ทำให้แรงกดนั้นยกระดับน้ำจนกลายเป็นโดมน้ำขึ้นมา โดยเคลื่อนตัวจากทะเลซัดเข้าหาชายฝั่ง
คำถามก็คือ Storm surge มีความเหมือนหรือแตกต่างจาการการเกิดสึนามิ หรือไม่?นาวา เอก กตัญญู ชี้แจงว่า สิ่งที่คล้ายกัน คือ รูปแบบการเคลื่อนตัวที่เป็นเหมือนคลื่นขนาดใหญ่แล้วพัดเข้าชายฝั่ง แต่ที่แตกต่างกัน คือ ลักษณะของการเกิด คือ สึนามิ เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ของแผ่นดินไหวใต้ทะเล ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนส่งผลให้เกิดคลื่นขนาดยักษ์ซัดเข้าชายฝั่ง แต่กับ Storm surge จะเกิดขึ้นโดยมีตัวแปรจากพายุ
ส่วนความ เสียหายนั้น คิดว่า Storm surge จะเลวร้ายมากกว่า กล่าวคือ การเกิดสึนามิจะเกิดขึ้นวันไหนก็ได้ โดยท้องฟ้าอาจจะแจ่มใส อากาศเป็นปกติ เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วทางฝั่งอันดามันของไทย แต่หากเป็น Storm surge จะเกิดขึ้นพร้อมกับพายุซึ่งแน่นอนว่า ต้องเป็นวันที่ท้องฟ้าปั่นป่วนไม่แจ่ม ใส สภาพอากาศเลวร้าย มีการก่อตัวของเมฆฝน ฝนตกอย่างหนัก ลมพัดแรง บริเวณชายฝั่งเกิดคลื่นโถมกระแทกอย่างหนัก คลื่นในทะเลสูง แต่เมื่อศูนย์กลางของพายุเคลื่อนเข้ามา ก็จะหอบเอาโดมน้ำขนาดใหญ่ซัดเข้ามา อีกครั้ง ดังนั้น ความเสียหายจึงเพิ่มเป็นทวีคูณ
“เมื่อ Storm surge เกิดมาพร้อมกับพายุโซนร้อน เพราะฉะนั้นเมื่อพายุเข้ามาเราก็จะเห็นสัญญาณเตือนหลายอย่าง เช่น การเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา และจากการสังเกตลักษณะอากาศที่จะค่อยๆ เลวร้ายลง ทำให้เรารู้ตัวล่วงหน้าหลายวันและสามารถหาทางอพยพได้ทัน แต่กับสึนามิอาจจะไม่รู้ได้เลย เพราะบางครั้งก็เกิดขึ้น ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสไม่มีสัญญาณบอกเหตุร้ายแต่ อย่างใด แต่ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นในช่วงหลายปีมานี้ก็เป็นอะไรที่คาดเดา พยากรณ์ได้ยากเช่นกัน ซึ่งอาจเป็นผลมาจาก การเกิดภาวะโลกร้อนที่ทำให้สภาพอากาศในทุกมุมโลกเกิดความ แปรปรวน และยิ่งทวีความรุนแรงของเหตุการณ์ขึ้น สิ่งนี้จึงเรื่องที่ต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด” นาวาเอก กตัญญู ให้ภาพ
** กทม.ไม่น่าห่วงเท่าชายฝั่งอ่าวไทยนาวา เอก กตัญญู อธิบายต่อว่า เมื่อเป็นเช่นนี้หลายคนจึงตั้งคำถามว่าพื้นที่ของกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ชายฝั่งแล้วจะได้รับผลกระทบที่เกิดจาก Storm surge หรือไม่นั้น ต้องบอกว่าถึงแม้พื้นที่เสี่ยงการเกิดพายุจะอยู่ในอ่าวไทย แต่บริเวณก้นอ่าว หรือบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา กลับไม่เคยพบการเกิดพายุหมุนโซนร้อนมาก่อน ที่พบก็จะมีแต่ปลายๆ ของหางพายุดีเปรสชันซึ่งก็ไม่ได้เกิดความรุนแรง แต่พื้นที่ที่น่าห่วง คือ ตลอดแนวพื้นที่ราบชายฝั่งอ่าวไทยตั้งแต่ จ.ชุมพร ลงไป ซึ่งในอดีตพื้นที่เหล่านี้ ก็เคยเกิดพายุไต้ฝุ่นขนาดใหญ่ซัดถล่มมาแล้ว หากมองในพื้นที่บริเวณชายฝั่งของกรุงเทพฯ โอกาสที่จะเกิดน้อย เนื่องจากพื้นที่ของกทม.เป็นพื้นที่ที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน แต่หากว่าเกิดพายุพัดผ่าน เข้ามาบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาจริงอิทธิพลจะเข้า มาถึงตัวเมืองแน่นอน โดยเฉพาะร่องแม่น้ำเจ้าพระยา ที่จะมีมวลน้ำทะลักเข้ามาไหลเอ่อท่วมพื้นที่ชั้นในกรุงเทพฯ
นาวา เอก กตัญญู บอกอีกว่า ทางฝั่งของทะเลอันดามันก็ยังพอเบาใจได้เนื่องจากการเกิดของ Storm surge จะเกิดขึ้นได้จากการเคลื่อนตัวของศูนย์กลางพายุเข้าหาชายฝั่ง แต่หากสังเกตเส้นทางการเคลื่อนตัวของพายุ ที่เกิดขึ้นในไทยนั้นจะเริ่มพัด ขึ้นฝั่งอ่าวไทยแล้วพัดออกจากฝั่งทางอันดามันไปพม่า บังคลาเทศ อินเดีย ทำให้ฝั่งอันดามันเป็นการเคลื่อนตัวออกนอกชายฝั่ง ซึ่งจะไม่ได้รับผลกระทบจาก Storm surge เหมือนอ่าวไทย แต่ที่ไม่ควรมองข้ามคือหากพายุหมุนเกิดขึ้นภายในแผ่นดิน และบริเวณแหล่งน้ำภายในเช่น กว๊านพะเยา บึงบอระเพ็ด หากหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนผ่านแหล่งน้ำเหล่านั้น น้ำก็จะยกตัวขึ้นมาเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นในทะเล และก็อาจทำให้เกิดคลื่นพัด เข้าสู่ฝั่งได้เช่นกัน
“ที่ ผ่านมา หลายคนให้ความสนใจในการเฝ้าระวังสึนามิ เพราะยังเป็นของใหม่ในบ้านเรา แต่ความจริงแล้วภัยคุกคามที่แท้จริงคงหนีไม่พ้น Storm surge เพราะโอกาสที่จะเกิดพายุหมุนโซนร้อน ที่พัดเข้าอ่าวไทยเกิดได้ถี่กว่า สึนามิหลายเท่า” นาวาเอก กตัญญู แจกแจง
** ปลูกป่าชายเลน แนวป้องกันชั้นยอดใน ส่วนของการเฝ้าระวังและวิธีการเตรียมรับมือนั้น รศ.อัปสรสุดา ศิริพงษ์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า ระยะเสี่ยงการเกิดพายุจะอยู่ที่ 3 เดือนอันตราย เพราะจากสถิติการเกิดพายุหมุนโซนร้อนที่ขึ้นทางฝั่งอ่าวไทยนั้น เมื่อเริ่มเข้าสู่เดือนตุลาคม พายุจะก่อตัวทางตอนใต้ของปลายแหลมญวนทางเขมร และเมื่อถึงช่วงเดือน พฤศจิกายนพายุจะเคลื่อนลงจากแหลมญวนจนเคลื่อนสู่อ่าวไทย ไปตลอดจนถึงเดือนธันวาคมพายุจึงจะสลายไปในที่สุด
สำหรับ ในบ้านเรานั้นหลายคน กลัวว่า Storm surge จะเกิดผลกระทบต่อเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ แต่อยากให้อุ่นใจได้ว่า Storm surge คงเข้ามาไม่ถึง ที่ต้องระวังคือปัญหาเดิมๆ อย่างน้ำท่วม เพราะกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่รับน้ำ อีกทั้งภายในตัวเมืองชั้นในยังมีสิ่งปลูกสร้างสูงๆ ป้ายโฆษณาตามตึกต่างๆ ก็ควรระวังหากเกิดลมพายุรุนแรงเพราะจะพัดป้ายให้พัง และเกิดความเสียหายได้ จึงเป็นเรื่องที่ควรหาทางป้องกันอย่างเร่งด่วน
การ เตรียมความพร้อม เพื่อรับมือกับ Storm surge นั้น อยากฝากให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยศึกษาลักษณะของการเกิด และความรุนแรงเพื่อที่จะได้หาทางหนีทีไล่ได้ทัน ซึ่งการหนีนั้นต้องมีหน่วยงานที่ร่วมทำแผนที่เสี่ยงภัย หากบริเวณไหนมีประชากรหนาแน่นบริเวณนั้นจะมีความเปราะบางมาก จึงต้องทำแผนที่ให้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเมือท่องเที่ยว
“วิธีการ ป้องกันมีอยู่หลายแนวทางทั้งการสร้างกำแพงป้องกัน แต่ก็ไม่ควรนำมาใช้กับบ้านเรา และอาจจะเป็นการสูญเงินอย่างมหาศาล ทางออกที่ดีที่สุดคือการช่วยกันรักษาป่าชายเลนตามแนวชายฝั่ง หรือปลูกป่าชายเลนเพิ่ม ในพื้นที่ชายฝั่งซึ่งจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ที่จะช่วยลดความรุนแรงได้ อีกทั้งควรกำหนดเป็น หลักสูตรในเรื่องของภัยพิบัติลงในแบบเรียนเพราะเป็นสิ่ง ที่ต้องปลูกฝังให้เด็กเกิดความตื่นตัว จึงต้องสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้น และต้องมีการซ้อมแผนเตือนภัยอยู่ตลอดเวลา เมื่อถึงคราว เกิดขึ้นจริงจะได้ช่วยลดความเสียหายจากชีวิตและทรัพย์สินได้” รศ.อัปสรสุดา ทิ้งท้าย
ขอบคุณข้อมูลจาก manager online



EPA แถลง ก๊าซเรือนกระจกเป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์

สำนักงานป้องกันสิ่ง แวดล้อมสหรัฐฯ (The U.S. Environmental Protection Agency - EPA) ได้แถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บ้อนไดออกไซด์ นั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพและสวัสดิภาพของมนุษย์ และการแถลงนี้เป็นการปูทางไปสู่การจัดระเบียบในสหรัฐฯ ต่อไปEPA กล่าวว่าพวกเขาพบว่า "ก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศเป็นอันตรายต่อสาธารณสุขและสวัสดิภาพของคน รุ่นนี้และรุ่นต่อ ๆ ไป" และสิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์ทำ กำลังเร่งภาวะโลกร้อน"ระดับ ของก๊าซในชั้นบรรยากาศที่สูงเหล่านี้นั้นเป็นผลชัดเจนมาจากการปล่อยจาก มนุษย์ และเรียกได้ว่าเป็นสาเหตุของการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ย และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอื่น ๆ" สำนักงานรายงานผลการสำรวจ ซึ่งได้เผยแพร่ออนไลน์ผ่านเว็บไซ้ท์ http://epa.govการ ควบคุมนั้นจะยังไม่เกิดขึ้นเพราะผลสำรวจนี้ สำนักงานรายงาน โดยจะมีช่วงเวลา 60 วันในการแสดงความคิดเห็นสำนักงานยังกล่าวอีกว่าพาหนะที่ใช้ เชื้อเพลิงนั้นส่งผลกระทบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ และเป็น "ตัวการของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ"นอกเหนือไปจากคาร์บ้อน ไดออกไซด์ ที่ถูกปล่อยออกมาจากทั้งแหล่งตามธรรมชาติ และแหล่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน โรงกลั่นน้ำมัน หรือพาหนะที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงแล้ว พวกเขารายงานอีกว่าก๊าซเรือนกระจกอีกห้าชนิด ก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนเช่นเดียวกัน ก๊าซอีกห้าชนิดที่เหลือ นั้นได้แก่ มีเธน ไนตรัสออกไซด์ ไฮโดรฟลูออโรคารบ้อนส์ เพอร์ฟลุออโรคาร์บ้อนส์ และซัลเฟ่อร์ เฮ็กซาฟลูออไรด์

ต้นฉบับ - Greenhouse emissions endanger human health: EPA

สเตนเลส สตีล: ตัวเร่งปฏิกิริยาราคาถูกสำหรับเซลล์เชื้อเพลิงแบบใช้จุลินทรีย์

นักวิจัยจาก Pennsylvania State University ได้ค้นคว้าเพื่อหาตัวเร่งปฏิกิริยาใหม่แทนที่แพลตินัม (ทองคำขาว) ที่มีราคาแพงมาก และพบว่าขนแปรงสเตนเลสสตีล สามารถเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในเซลล์เชื้อเพลิงแบบใช้จุลินทรีย์แทนที่แพลติ นัมได้
กระบวนการสันดาปของจุลินทรีย์ในการสลายสารอินทรีย์ต่างๆ จะมีการปล่อยอิเลกตรอนออกมาซึ่งสามารุถควบคุมได้โดยเซลล์เชื้อเพลิงแบบใช้ จุลินทรีย์เพื่อสร้างพลังงานไฟฟ้า
การใช้ประโยชน์จากปฏิกิริยาเคมีที่มีตัวเร่งปฏิกิริยาเป็นหัวใจ สำคัญของจุลินทรีย์นี้ จะช่วยเปลี่ยนพลังงานทางเคมีให้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้ ทำให้เซลล์เชื้อเพลิงแบบใช้จุลินทรีย์นี้นำมาใช้เป็นแหล่งพลังงานชนิดใหม่ ที่สร้างเชื้อเพลิงไฮโดรเจนได้
วิธีการหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาประสิทธภาพของ เซลล์เชื้อเพลิงชนิดนี้โดยการส่งกระแสไฟฟ้าจำนวนเล็กน้อยเข้าไปที่แคโทด ในขณะที่มีการป้อนจุลินทรีย์เข้าไปทางแอโนด อย่างไรก็ตามแคโทดที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในขณะนี้คือแพลตินัม ซึ่งเป็นโลหะที่มีมูลค่าสูง
ล่าสุดนักวิจัยจาก Pennsylvania State University โดยการนำของ Bruce Logan ได้ค้นพบว่าแปรงที่ทำจากสเตนเลสสตีลสามารถทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ มีประสิทธิภาพคล้ายคลึงกับแพลตินัม ช่วยลดต้นทุนของแคโทดได้มากกว่า 80% ซึ่งจะเป็นทางเลือกใหม่ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากสำหรับการวิจัยในเรื่องเซลล์ เชื้อเพลิงต่อไป
หัวใจสำคัญที่จะทำให้สเตนเลสสตีลเป็นตัวเร่ง ปฏิกิริยาที่มีประสิทธิภาพก็โดยการเพิ่มพื้นที่ผิวของแคโทด โดยการเรียงตัวของสเตนเลสสตีลในรูปของขนแปรง ซึ่งต้องมีการเรียงตัวกันอย่างหนาแน่น
นักวิจัยคาดว่าจะสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพของสเตนเลสสตีลได้โดย การลดปริมาณฟองก๊าซไฮโดรเจนที่ถูกกักอยู่ระหว่างขนแปรง
ความท้าทายด้านอื่นยังคงเป็นการวิจัยเกี่ยว กับเซลล์เชื้อเพลิงแบบใช้จุลินทรีย์ซึ่งยังไม่เหมาะที่จะนำมาใช้จริงเนื่อง จากยังมีราคาแพงอยู่ และยังมีปัญหาเกี่ยวกับขนาดของอุปกรณ์ที่ใช้และการคงประสิทธิภาพในเวลานานๆ แต่ทว่า Patrick Hallenbeck จาก University of Montreal กล่าวว่างานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้มีการพัฒนาสูงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้
ที่มา: http://www.physorg.com/news154630043.html

ผล ผลิตเกษตรกรรมจะรุ่งเรืองขึ้นหรือถดถอยลงในภาวะโรคร้อน?!


นักวิจัย ได้ค้นพบความรู้ใหม่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากในภาวะโลกร้อนที่มนุษย์กำลังเผชิญอยู่
ดร. เคอรรี่ แฟรงคลิน จากแผนกชีววิทยามหาวิทยาลัย Leicester เป็นผู้นำทีมวิจัยที่ค้นพบยีนเดี่ยว ตัวหนึ่งที่มีหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโตของพืชให้ตอบสนองต่ออุณหภูมิที่ สูงขึ้น “ถ้าพืชอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ อุณหภูมิสูงกว่าปกติ กิ่งก้านจะโตยาวขึ้นเร็วมาก ใบก็จะพุ่งไปอย่ในตำแหน่งที่สูง” ดร.แฟรงคลินกล่าว พร้อมกับโชว์รูปด้านล่าง ต้นด้านซ้ายเติบโตที่อุณหภูมิ 22 องศา เซลเซียส กิ่งก้านจะสั้นแต่มีมวลมากกว่า ส่วนพืชด้านขวาเติบโตที่อุณหภูมิ 28 องศา เซลเซียส กิ่งก้านยืดยาวดันให้ใบอยู่สูง
“การตอบสนองของพืชต่ออุณหภูมิที่สูง ขึ้นดังกล่าวจะทำให้ชีวมวลของพืชลดลง ซึ่งจะทำให้ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ลดลงไปด้วย การศึกษาของทีมเราได้เผยความจริงว่ามียีนเดี่ยวตัวหนึ่งคอยควบคุมการปรับตัว ของพืชให้เข้ากับสภาวะแวดล้อม แบบจำลองพืชที่เราใช้คือ Arabidopsis thaliana” ดร.แฟรงคลินอธิบาย Arabidopsis thaliana เป็นหนึ่งใน พืชที่มีขนาดของรหัสพันธุกรรมหรือจีโนมที่เล็กที่สุด และเป็นพืชชนิดแรกที่มนุษย์สามารถถิดรหัสพันธุกรรมออกมาได้ ดร.แฟรงคลินเสริมต่อ ว่า “การศึกษาชิ้นนี้ เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เราเข้าใจการตอบสนองในระดับโมเลกุลของพืชต่ออุณหภูมิ และจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลเมื่อต้องพิจารณาถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อ ผลผลิตทางการเกษตร”
แน่นอน ยังมีงานที่รอดร.แฟรงคลิน และทีมอยู่ข้างหน้า “การค้นหากลไกที่ทำ ให้พืชรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิย้งคงเป็นพื้นที่สีดำของการวิจัย พืชทางชีววืทยา แม้จะยังไม่เข้าใจ‘เหตุ’ แต่การที่เราเข้าใจถึงกลไกการควบคุม‘ผล’ก็เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์มากแล้ว” ดร.แฟรงคลินทิ้งท้าย
การวิจัย แสดงให้เห็นว่า พืชกลายพันธุ์ที่ไม่มีโปรตีน Phytochrome Interacting Factor 4 หรือ PIF4 ซึ่งถูกถอดรหัสมาจากยีนเดี่ยวที่กล่าว ไว้เบื้องต้น เมื่อเติบโตในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิสูงกว่าปกติ จะไม่มีการยืดยาวฉับพลันของกิ่งก้าน และใบก็จะไม่สูงจนผิดสังเกต
การวิจัย นี้ยังได้แสดงอีกว่า PIF4 ทำการควบคุมผ่านเส้นทางกระบวนการทาง เคมีที่มีฮอร์โมน auxin มาเกี่ยว ข้อง ก่อนหน้านี้โปรตีน PIF4 ได้ถูกค้นพบว่าเป็นตัวควบคุมร่วมต่อ การตอบสนองของพืชต่อแสง จึงทำให้เชื่อว่าพืชส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของระดับแสงและอุณหภูมิในเส้น ทางกระบวนการทางเคมีเดียวกันที่ถูกควบคุมด้วยโปรตีนตัวเดียวกัน
การวิจัย นี้ได้ถูกตีพิมพ์ลงวารสาร Current Biology และได้รับทุนวิจัยจาก Royal Society และ BBSRC
แหล่งข่าว: University of Leicester
ข่าววันที่: 6 เม.ย. 2552
เว็บไซต์: http://www.sciencedaily.com/releases/2009/03/090330102525.html
วารสารอ้าง อิง: Maria A. Koini, Liz Alvey, Trudie Allen, Ceinwen A. Tilley, Nicholas P. Harberd, Garry C. Whitelam, Keara A. Franklin. High Temperature-Mediated Adaptations in Plant Architecture Require the bHLH Transcription Factor PIF4. Current Biology, 2009; 19 (5): 408 DOI: 10.1016/j.cub.2009.01.046

มารี ไซเคิลความร้อนที่เสียไปในกระบวนการอุตสาหกรรมกันเถอะ


มารีไซเคิลความร้อนที่เสียไปในกระบวนการอุตสาหกรรมกันเถอะ
ในยุคที่ราคาน้ำมันสามารถถีบตัวขึ้นอย่างรวด เร็วและโลกกำลังเผชิญกับสภาวะโลกร้อน นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่น ได้ออกมาเสนอว่า ควรกลับมาพิจารณาการรีไซเคิลควานร้อนที่สูญเสียไปในกระบวนการอุตสาหกรรม (Waste heat) มาใช้ใหม่ เพราะมันสามารถลดความต้องการเชื้อเพลิงประเภทที่ใช้แล้วหมดได้ในระยะสั้น และยังช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตได้
จางหลีฮวา และ โทโมฮิโระ อากิยาม่า แห่งมหาวิทยาลัยฮอกไกโด ในซัปโปโร ได้อธิบายว่า ความร้อนที่เป็นผลพลอยได้และมักจะสูญเสียไปในกระบวนการอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมเผาไหม้ และ อุตสาหกรรมกำเนิดไฟฟ้า เป็นความร้อนที่มีพลังงานต่ำ และมักจะกระจายออก การดักความร้อนประเภทนี้มาใช้มักจะไม่คุ้มค่า แต่ในสภาวะที่เราต้องเผชิญแรงกดดันทาง เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน วิธีการนี้ก็เป็นทางช่วยที่ไม่เลวเลย
ทีมวิจัยได้ศึกษาเทคโนโลยีสามแขนง ที่มีความเป็นไปได้สูงที่จะนำมาทำการดักจับความร้อนดังกล่าวไปใช้ใหม่ อาจจะใช้แค่เทคโนโลยีเดียวหรือใช้เสริมกันก็ได้ เทคโนโลยีทั้งสามได้แก่ 1) ความร้อนแฝง 2) ความร้อนจากปฏิกิริยา และ 3) การใช้เครื่องมือที่กำเนิด ไฟฟ้าจากความร้อน (Thermoelectric device)
เป้าหมายของการวิจัยคือการหาทางนำพลังงานความ ร้อนที่สูญเสียไปในกระบวนการผลิตจากเตาเผาในโรงงานกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่โดย ไม่คำนึงถึงข้อกำจัดทางด้านเวลาและพื้นที่ว่าง เป็นการดักความร้อนที่มักจะสูญเสียไปมาสร้างไอน้ำ ให้ไอน้ำไปเป็นพลังงานเดินกนระบวนการอื่นๆในโรงงานเดียวกันต่ออีกทอดหนึ่ง
กุญแจสำคัญในการฟื้นฟูพลังงานความร้อนที่สูญ เสียไป คือการเข้าใจธรรมชาติของพลังงานความร้อนที่เราอยากนำกลับใช้ ระดับอุณหภูมิของความร้อนที่สูญเสียมักจะแตกต่างออกไปตามประเภทของ อุตสาหกรรมที่ให้กำเนิดมัน เช่น 95%ของความร้อนที่ สูญเสียไปในอุตสาหกรรมกำเนิดไฟฟ้าจะมีอุณหภูมิอยู่ที่ 150 องศาเซลเซียส ในขณะเดียวกัน 45%ของความร้อนที่ สูญเสียไปในอุตสาหกรรมเคมีจะมีอุณหภูมิอยู่ที่ 200 องศาเซลเซียส
โรงงานมักจะพิจารณาค่าของพลังงานความร้อนโดยดูจาดค่า Enthalpy หรือ ปริมาณ ความร้อนที่ผ่านเข้าหรือออกจากระบบในกระบวนการที่ความดันคงที่ แล้วก็สรุปว่าพลังงานความร้อนที่สูญเสียไปคงนำไปให้พลังงานแก่กระบวนการอื่น ไม่ได้ ซึ่งนักวิจัยทั้งสองได้แนะนำว่า ควรจะพิจารณาให้ถี่ถ้วนขึ้นด้วยค่า ‘Exergy’ หรือค่า‘งาน’ที่ความร้อนสูญเสียสามารถทำให้เราได้ ควรมีการนำค่า ‘Exergy’ มาพิจาราณาเมื่อมีการวางกลยุทธ์การใช้พลังงาน
นักวิจัยทั้งสองยังได้ชี้ให้เห็นว่ามีหลาย อุตสาหกรรมที่กำเนิดความร้อนสูญเสียที่มีค่า ‘Exergy’ สูงพอ เช่นควันก๊าซไอเสียจากโรงงานผลิตเหล็กกล้าซึ่งมีอุณหภูมิสูงถึง 1,000 องศาเซลเซียส เป็นต้น
แหล่งข่าว: Inderscience Publishers
ข่าววันที่: 4 เม.ย. 2552
เว็บไซต์: http://www.sciencedaily.com/releases/2009/04/090401102235.html
วารสารอ้างอิง: Zhang et al. How to recuperate industrial waste heat beyond time and space. International Journal of Exergy, 2009; 6 (2): 214 DOI: 10.1504/IJEX.2009.023999

น้ำมัน ปลา ช่วยลดแก๊สเรือนกระจก นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย University College Dublin ประสบความสำเร็จในการลดแก๊สมีเทนที่วัวปล่อยออกมาโดยใช้น้ำมันปลา 2%


น้ำมันปลา ช่วยลดแก๊สเรือนกระจก นักวิจัยจาก มหาวิทยาลัย University College Dublin ประสบความสำเร็จในการลดแก๊สมีเทนที่วัวปล่อยออกมาโดยใช้น้ำมันปลา 2% ผสมในอาหารให้วัว กินประโยชน์ของกรดโอเมกา 3 ในน้ำมันปลาที่ทราบกันดีคือ ช่วยให้หัวใจและระบบหลอดเลือดทำงานดีขึ้น ช่วยเพิ่มคุณภาพให้เนื้อที่รับประทาน และช่วยลดการปลดปล่อยแก๊สมีเทน
ประโยชน์ สองข้อหลังนี้ยกให้แค่ วัว เท่านั้น และการลดการปล่อยแก๊สมีเทนจากเจ้าวัวนี้เองล่ะครับที่สุดแสนจะสำคัญต่อสิ่ง แวดล้อมเพราะปริมาณแก๊สที่ปล่อยจากฟาร์มวัวนั้นคือต้นตอสำคัญที่ทำให้แก๊ส เรือนกระจกมีปริมาณเพิ่มขึ้น
รายงานล่าสุดโดยนัก วิจัยจากมหาวิทยาลัย University College Dublin แสดงให้เห็นว่า การใช้น้ำมันปลา 2% ผสมในอาหารที่วัวควายกิน ช่วยลดปริมาณแก๊สมีเทนที่พวกมันปล่อยออกมาได้
ดร. ลอเรน ลิลลิส หนึ่งในทีมวิจัย อธิบายว่า น้ำมันปลามีผลต่อแบคทีเรียที่มีหน้าที่ผลิตแก๊สมีเทนในกระเพาะอาหารวัวส่วน รูเมน ทำให้วัวสร้างแก๊สมีเทนได้น้อยลง ลิลลิส เสริมว่า หากทราบว่าการเปลี่ยนอาหารมีผลต่อแบคทีเรียชนิดใดและเป็นชนิดที่ผลิตมีเทน หรือไม่ จะช่วยลดระดับการผลิตแก๊สได้มากขึ้น
มีเทนมากกว่า 1 ใน 3 ส่วนของโลกหรือประมาณ 900 ล้านตันต่อปี สร้างจากมีโทโนเจนแบคทีเรีย ที่อาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารสัตว์เคี้ยวเอื้องหรือสัตว์จำพวก แกะ แพะ และวัวควาย
หากคิดในแง่ผลเสีย ต่อสภาพแวดล้อมแล้วจัดว่ามีเทนมีผลเสียมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์เสียอีกครับ เพราะมีเทนดูดซับแสงอาทิตย์ได้ดีกว่าถึง 20 เท่า ส่งผลให้มีเทนเป็นแก๊สเรือนกระจกที่สำคัญ
แต่เดิมนั้น มีแนวคิดสำหรับการช่วยลดโลกร้อนว่า ให้ใส่ที่เก็บแก๊สไว้หลังวัว แต่ตอนนี้มีสูตรอาหารลดแก๊สแล้วการใช้ที่เก็บแก๊สแบบเดิมจึงไม่จำเป็นอีกต่อ ไปครับ
ภาพ: เป้สะพายหลังวัว ช่วยเก็บแก๊สมีเทนซึ่งวัวปล่อยออกมากับการเรอหรือผายลม
ที่มา: http://www.thaindian.com/newsportal/health/fish-oils-can-reduce-greenhouse-gas-emissions-from-cows_100173032.html
อ้างอิง: dvice.com/archives/2008/07/cow_backpacks_m.php

Spin Batterry: พลังงานไฟฟ้าจากสนามแม่เหล็ก


นักวิจัยจาก University of Miami ร่วมกับ Universities of Tokyo และ Tohoku ในการพัฒนาแบตเตอรีชนิดใหม่ที่เรียกว่า "spin battery" ขึ้นมา ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ที่อัดประจุไฟฟ้าหรือ ชาร์จได้จากให้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าขนาด ใหญ่ไปยังแม่เหล็กที่มีขนาดระดับนาโนในอุปกรณ์ที่เรียกว่า magnetic tunnel junction (MTJ)
เทคโนโลยีใหม่นี้เป็นความก้าวหน้าอีกขั้น หนึ่งในการสร้าง hard drive ของคอมพิวเตอร์ ที่ไม่มีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวได้ ส่งผลให้เกิดการทำงานที่รวดเร็วมากขึ้น ราคาถูกลงและใช้พลังงานน้อยลงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ในอนาคตอันใกล้ แบตเตอรีชนิดนี้อาจจะถูกนำมาเป็นแหล่งพลังงานในรถยนต์ด้วย
งานวิจัยนี้ได้รับการเผยแพร่ออนไลน์และตี พิมพ์ลงในวารสาร Nature ที่มีชื่อเสียงมาก
อุปกรณ์นี้ถูกคิดค้นโดย Stewart E. Barnes นักฟิสิกส์จาก University of Miami และทีมวิจัยของเขา โดยอุปกรณ์ดังกล่าว สามารถเก็บสะสมพลังงานในแม่เหล็กได้ดีกว่าจากการใช้ ปฏิกิริยาเคมีในแบตเตอรีทั่วไป
หลักการคล้ายการหมุนรถของเล่น spin battery นี้จะเกิดการหมุนตัวเองเมื่อมีการปล่อยสนามแม่เหล็กเข้าไป โดยไม่มีปฏิกิริยาเคมีมาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีศักยภาพดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ทีมวิจัยคาดหวังกับผลลัพธ์ที่ได้มาก แต่เครื่องมือนี้กว่าจะสามารถผลิตความต่างศักย์ไฟฟ้า ได้สูงหลายร้อยเท่าต้อง ใช้เวลาสูงถึง 10 นาที มากกว่าเวลามิลลิวินาทีที่คาดกันไว้ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นนั้นสวนทางกับความน่าจะเป็นที่คิดไว้ และยังต้องมีการศึกษา เพื่อให้เกิดความเข้าใจในทฤษฎีนี้เพิ่มขึ้นว่าเกิดอะไร ขึ้น
ความลับเบื้องหลังเทคโนโลยีนี้คือการใช้แม่ เหล็กนาโนเพื่อเหนี่ยวนำแรงขับเคลื่อนทางไฟฟ้า ซึ่งใช้หลักการเดียวกับแบตเตอรีทั่วไปยกเว้นการมีรูปแบบที่แน่นอนมากกว่า
พลังงานที่สะสมในแบตเตอรีทั่วไปทำให้นำไปใช้ กับอุปกรณ์ เช่น iPod หรือรถยนต์ไฟฟ้า อยู่ในรูปของพลังงานเคมี เมื่อมีการเปิดเครื่องหรือกดสวิตช์ จะทำให้ปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นและมีการ สร้างกระแสไฟฟ้า แต่เทคโนโลยีใหม่นี้ จะทำการเปลี่ยนพลังงานแม่เหล็กไปเป็นพลังงานไฟฟ้าได้โดย ตรง โดยกระแสไฟฟ้าที่สร้างขึ้นในกระบวนการนี้เรียกว่า spin polarized current และเทคโนโลยีนี้เรียกว่า "spintronics”
การค้นพบนี้ช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการ ทำงานของแม่เหล็กได้ถ่องแท้ยิ่งขึ้น และการนำไปใช้ในการสร้างอุปกรณ์ MTJs เพื่อประกอบเป็นส่วนหนึ่งของ ระบบอิเลกทรอนิกซึ่งจะมีการทำงานต่างไปจาก ทรานซิสเตอร์ที่ใช้ในปัจจุบัน
ถึงแม้ว่าอุปกรณ์จริงจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์ กลางพอๆ กับเส้นผมคนเราและไม่สามารถให้พลังงานต่อ LED (light-emitting diode—แหล่งกำเนิดแสงที่ใช้ในอุปกรณ์อิเลกทรอนิก) ได้ พลังงานที่สะสมช่วยให้รถยนต์สามารถวิ่งได้ เป็นระยะหลายไมล์เลยทีเดียว และอาจจะเพิ่มศักยภาพได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
มีอุปกรณ์หลายชนิดที่มีแม่เหล็กซ่อนอยู่ เช่น โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ หรือในตู้เย็นก็ตาม ซึ่งเทคโนโลยีล่าสุดช่วยให้เราเข้าใจการทำงานของแม่เหล็กมากขึ้น และอาจนำไปสู่การพัฒนาเครื่องจักรในอนาคต ที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มพลังงานให้มากขึ้น
จากรูปด้านล่าง
ภาพบนสุดคือภาพกราฟฟิกที่แสดงโครงสร้างของ อุปกรณ์นี้ โดยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางหยาบๆ ประมาณเส้นผม
ภาพล่างเป็นภาพขยายบริเวณส่วนกลางของอุปกรณ์นี้ โดยจุดสีขาวแสดงขนาดอะตอม และวงกลมสีขาวคือแม่เหล็กนาโน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของแบตเตอรีชนิดนี้
ที่มา: http://www.sciencedaily.com/releases/2009/03/090311162807.htm