วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2553

เล่นเกมส์เป่ายิ้งฉุบกับหุ่นยนต์เบอร์ตี้ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดตัวหุ่นยนต์เบอร์ตี้ที่...


เมื่อต้นสัปดาห์ที่ ผ่านมา ได้มีการเปิดตัวหุ่นยนต์เบอร์ตี้ที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยหุ่นยนต์เบอร์ตี้ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นตัวช่วยในการเก็บข้อมูลของนักวิจัยใน การวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมหรือปฏิกิริยาตอบรับของมนุษย์ที่มีต่อหุ่นยนต์ใน อนาคต ถ้าหุ่นยนต์มีส่วนสำคัญในการดำรงชีวิตประจำวันมากขึ้น

หุ่นยนต์ เบอร์ตี้ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้สามารถทำกิจกรรมง่ายๆกับคนได้ อย่างเช่นการเล่นเกมส์เป่ายิ้งฉุบกับเด็กๆ หรือการพูดจาตอบโต้กับผู้คน โดยทางทีมผู้พัฒนาวางแผนที่จะทำการพัฒนาหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์หรือ Humanoid Robot ที่จะสามารถทำกิจกรรมหรือมีพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกับคนในแบบที่เป็นธรรมชาติ มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้


หุ่น ยนต์เบอร์ตี้ ถูกพัฒนาในห้องทดลองในเมืองบริสทอล (Bristol Robotics Laboratory) และชื่อของหุ่นยนต์เบอร์ตี้ก็มีชื่อย่อมาจาก BERTI = Bristol Elumotion Robotic Torso 1 ซึ่งจุดเด่นของหุ่นยนต์เบอร์ตี้ก็คือการใช้งานของแขนได้คล้ายกับการทำงานของ แขนของคน รวมไปถึงส่วนของนิ้วอีกด้วย โดยหุ่นยนต์เบอร์ตี้จะเป็นหุ่นยนต์ตัวต้นแบบในการนำไปพัฒนาอุปกรณ์จำพวกแขน เทียมให้กับคนที่ประสบอุบัติเหตุเกี่ยวกับแขนและไม่สามารถใช้การได้ มากไปกว่านั้นหุ่นยนต์เบอร์ตี้ยังจะสามารถนำไปปรับใช้กับงานที่ค่อนข้างมี ความเสี่ยงเป็นอย่างมากสำหรับคน ดังเช่นงานเหมือง หรืองานที่ต้องมีการสัมผัสกับสิ่งที่เป็นอันตรายต่อคน

หุ่นยนต์ เบอร์ตี้จะอยู่ต้อนรับผู้มาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์เป็นเวลา 1 อาทิตย์ โดยคนจะสามารถเล่นเกมส์เป่ายิ้งฉุบที่แสดงการทำงานของแขนและนิ้วของหุ่นยนต์ ได้อย่างสมบูรณ์แบบนั้นด้วยการสวมใส่ถุงมือที่มีการติดตั้งตัวเซนเซอร์พิเศษ มากไปกว่านั้นหุ่นยนต์เบอร์ตี้จะสามารถพูดคุยด้วยข้อความสั้นๆ และทำการจับมือกับผู้คนได้ จากนั้นผู้คนที่ได้สัมผัสกับหุ่นยนต์เบอร์ตี้จะถูกสอบถามเพื่อทำการเก็บ ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของหุ่นยนต์เบอร์ตี้โดยจะเน้นทางด้านความเป็น ธรรมชาติของหุ่นยนต์

ราคาของ หุ่นยนต์เบอร์ตี้อยู่ที่ 200,000 ปอนด์ในส่วนของอุปกรณ์ที่นำมาสร้าง แต่ในส่วนของการสร้างนั้นนักวิทยาศาสตร์ผู้พัฒนาระบุว่าไม่สามารถระบุค่าใช้ จ่ายได้ แต่มันก็เป็นการคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปในการสร้างหุ่นยนต์เบอร์ตี้ขึ้นมา


ที่ มา

http://www.physorg.com/news154101898.html

จงนอนให้ครบ 8 ชั่วโมง การสำรวจของมูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติสหรัฐฯ พบว่า...


จงนอนให้ครบ 8 ชั่วโมง

การสำรวจของมูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติสหรัฐฯ พบว่าคนอเมริกันนั้นนอนน้อยกว่าเมื่อก่อน โดยบางคนนอนน้อยลงเพราะปัญหาทางเศรษฐกิจ บางคนนอนน้อยลงเพราะนอนดึกมากขึ้นและต้องตื่นเช้ามากขึ้น บางคนมีปัญหาการหยุดหายใจระหว่างนอนหลับ (sleep apnea) และที่เหลือหลับไม่ลงเพราะคู่ของตนกรน แต่อันตรายนั้นก็เหมือนกันสำหรับทุกคน มาร์ค ออพพ์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน กล่าว เขายังเป็นนักเขียนอาวุโสของงานวิจัยเกี่ยวกับการนอนหลับในวารสาร ประสาทวิทยา Nature Reviews Neuroscience

"เรานอนหลับน้อยลงเรื่อย ๆ และนั่นเป็นการทำร้ายตัวเอง" ออพพ์กล่าว

"แม่ของคุณบอกคุณเสมอว่า ถ้านอนไม่พอ คุณจะป่วย ตอนนี้เรามีหลักฐานที่น่าสนใจว่านั่นเป็นความจริง"

คุณฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดหรือยังในปีนี้? มันได้ผลหรือไม่? หลายงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโก้ และมหาวิทยาลัยลูเบก (University of Lubek) ในเยอรมนี แสดงให้เห็นว่าแม้การอดนอนเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ก็ส่งผลต่อภูมิคุ้มกันโรค โดยหากคุณอดนอนเป็นเวลาหนึ่งคืน มันจะส่งผลต่อความสามารถในการป้องกันโรคของร่างกายไปเป็นเวลา 30 วัน

ออพพ์อธิบายว่า "สมมติว่าคุณทำงานกะดึก แล้วต้องอยู่ทำงานทั้งคืนที่โรงพยาบาล สมมติว่าเป็นช่วงไข้หวัดระบาด คุณแวะฉีดยาก่อนกลับบ้าน แต่ภูมิคุ้มกันของคุณก็ลดต่ำจากการอดนอน แล้ววัคซีนก็อาจจะไม่มีประสิทธิภาพมากขนาดนั้น"พวกเราส่วนมากพลาดไป

เพียงร้อยละ 28 ของคนอเมริกันเท่านั้นที่นอนหลับครบแปดชั่วโมง ซึ่งน้อยกว่าจพนวนร้อยละ 38 ในปี พ.ศ. 2544 จากรายงานของมูลนิธิฯ และร้อยละ 20 นอนหลับคืนละไม่ถึงหกชั่วโมง

สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ ประมาณไว้ว่ามีคนอเมริกันกว่า 70 ล้านคนที่ต้องเผชิญกับปัญหาเรื้อรังเกี่ยวกับการนอนหลับ หรือปัญหานอนหลับไม่ต่อเนื่อง

"เรานอนดึกกันมากขึ้น" ออพพ์กล่าว "เราทำงานนานขึ้น เราต้องเดินทางนานขึ้น แล้วเราก็นอนหลับน้อยกว่าความต้องการโดยธรรมชาติ เรากำลังพบความชัดเจนมากขึ้นจากการศึกษาในระดับที่ใหญ่ขึ้นว่า การนอนน้อยส่งผลเสียต่อสุขภาพ"

แล้วเราควรนอนนานเท่าใดในแต่ละคืน?


"มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือมากว่าความต้อง การโดยธรรมชาติของมนุษย์นั้นคือ 8 ชั่วโมง" ออพพ์กล่าว

การอดนอนนั้น เกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัวที่มากเกินไปและโรคเบาหวาน

ความเสี่ยงต่อ อาการหัวใจวายนั้นเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 45 ในผู้ที่นอนหลับน้อยกว่า 5 ชั่วโมงเป็นประจำ

การสำรวจของมูลนิธิฯ ยังบอกอีกว่า:

• มากกว่าครึ่งของผู้ใหญ่ทั้งหมด (ร้อยละ 54) เคยขับรถขณะง่วงนอนอย่างน้อย 1 ครั้งในปีที่ผ่านมา และร้อยละ 28 กล่าวว่าพวกเขาเคยสัปหงกหรือเผลอหลับในขณะขับรถ

• ร้อยละ 27 นอนไม่หลับในเดือนที่ผ่านมาเพราะความกังวลเรื่องเงิน

คิม คาเนีย ผู้รับจำนองวัย 40 ปีจากเมืองเซ้าธ์ฟีลด์ มิชิแกน มีลูกสามคน เธอกล่าวว่ามันยากมากที่จะนอนหลับให้สนิท เธอเชื่อว่ามันจะไปเป็นอย่างนั้นจนกว่าลูก ๆ ของเธอจะโตและย้ายออก เธอเข้านอนเวลาห้าทุ่ม แต่ไม่เคยหลับอย่างสงบเลย

"ฉันมักจะกระสับ กระสายและเอียงตัวไปมา และได้ยินเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดในบ้าน" คาเนียกล่าว เธอต้องตื่นเวลาตีห้าสิบห้านาที เพื่อปลุกลูกสาว จอร์แดน วัย 16 ปีให้ไปโรงเรียน เธอพยายามกลับมาหลับต่ออีกหนึ่งชั่วโมงก่อนที่จะต้องตื่นขึ้นมาปลุกลูกสาว อีกคน จัซมิน วัย 12 ปีไปโรงเรียน "ฉันหลับไม่สบาย" คาเนียกล่าว "มันทำให้ฉันรู้สึกเหนื่อยอยู่เสมอ ตอนกลางวันฉันรู้สึกได้ว่าอ่อนแรงมาก"


เคล็ดลับการนอนหลับเพื่อสุขภาพที่ดี

1. รักษาเวลานอนและตื่น ทั้งวันปกติและวันหยุด

2. สร้างกิจวัตรประจำเพื่อการผ่อนคลายก่อนนอน เช่นแช่น้ำอุ่นแล้วอ่านหนังสือหรือฟังเพลงเบา ๆ

3. สร้างบรรยากาศที่เหมาะแก่การนอนหลับ คือมืด เงียบ สบาย และเย็น

4. นอนบนที่นอนและหมอนที่นุ่มสบาย

5. ใช้ห้องนอนเพื่อการนอนหลับและการหลับนอนเท่านั้น

6. รับประทานอาหารให้เสร็จก่อนเวลานอนอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง

7. ออกกำลังกายเป็นประจำ การออกกำลังกายในช่วงบ่ายแก่ ๆ นั้นดีที่สุดสำหรับการนอนหลับ

9. หลีกเลี่ยงคาเฟอีน นิโคติน และแอลกอฮอล์เมื่อใกล้เวลานอน

The National Sleep Foundation
ข้อมูล จากมูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติสหรัฐฯ

วัสดุในการสร้างกล้ามเนื้อของ หุ่นยนต์ที่แข็งแรงกว่าเหล็ก


นักวิทยาศาตร์ได้ ทำการเปิดเผยถึงการพัฒนาวัสดุในการสร้างหุ่นยนต์ โดยเฉพาะในส่วนที่ทำงานคล้ายกับการทำงานของกล้ามเนื้อของคนนั่นเอง วัสดุตัวใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นมานี้มีมีความแข็งแรงมากกว่าเหล็ก และมีควาทนทานเป็นอย่างมากเพราะมีควาทนทานมากกว่าเพชร มากไปว่านั้นน้ำหนักของมันก็มีน้ำหนักเบามาก ซึ่งวัสดุชิ้นนี้มีความเหมาะสมเป็นอย่างมากต่อการสร้างกล้ามเนื้อเทียมให้ กับหุ่นยนต์

เรย์ บอทแมน นักวิทยาศาสตร์ที่ทำการศึกษาค้นคว้าและพัฒนาเกี่ยวกับเทคโนโลยีวัสดุ ของมหาวิทยาลัยเทกซัส ในรัฐดาลัส พร้อมกับทีมงานของเขา คือผู้พัฒนาวัสดุที่มีประสิทธิภาพสูงในการสร้างหุ่นยนต์วัสดุตัวใหม่นี้ เป็นการพัฒนาขึ้นมาโดยใช้เทคนิคในการนำเอาท่อขนาดเล็กๆจำนวนหนึ่งที่มีความ ยืดหยุ่นสูงมาม้วนพันกันเป็นลักษณะเหมือนริบบิ้น และทำการสอดสานกันไปมา ซึ่งวิธีการพันแบบนี้จะทำให้เส้นวัสดุที่ได้สามารถขยายและยืดหยุ่นได้ถึง 220 % ถ้ามีกระแสไฟฟ้าเข้า ไปในระบบ และก็จะกลับมาสู่สภาวะปกติถ้ามีการนำเอากระแสไฟฟ้าออกไป ซึ่งลักษณะการยืดหยุ่นของวัสดุตัวนี้ทำได้ในเวลาเพียงไม่กี่มิลลิวินาที

ซึ่งกลุ่มของท่อเล็กๆเป้นจำนวนมาก เมื่อมีการนำมาพันรวมตัวกันก็จะทำงานคล้ายกับเส้นใยของกล้ามเนื่อเทียม ที่สำคัญวัสดุตัวนี้จะยังคงความคงทนและแข็งแรงถึงแม้จะมีการยืดยาวออกไปก็ ตาม มากไปว่านั้นวัสดุชนิดนี้จะสามารถรักษาสภาพได้ในอณหภูมิระหว่าง -196 ถึง 1538 องศาเซลเซียสที่เป็นจุดหลอมละลายของเหล็กเลยทีเดียว นั่นก็หมายความว่าหุ่นยนต์ที่มีโครงสร้างเป็นวัสดุชนิดนี้จะสามารถทำงานใน สภาพแวดล้อมที่รุนแรง และอันตรายได้อย่างทนทานดีเยี่ยม

วัสดุชนิดใหม่นี้ได้ถูกสร้างออกมาในรูปแบบของเส้นใยที่สาน กันอยู่และมีเยื่อหุ้มชั้นนอกสุด และภายในท่อเล็กเหล่านั้นจะมีอากาศไหลเวียนอยู่ภายในเหมือนเป็นเอโร่เจล ที่สามารถช่วยสร้างความยืดหยุ่นในกับวัสดุได้เป็นอย่างดี โดยน้ำหนักของวัสดุตัวนี้จะอยู่ที่ 1 กรัมต่อ 30 ตารางเมตร

จอห์น แมดเดน นักวิศวกรไฟฟ้า จากมหาวิทยาลัยบริทิชโคลัมเบีย ได้ออกความคิดเห็นเกี่ยวกับวัสดุตัวใหม่นี้ว่า การที่วัสดุตัวนี้มีความยืดหยุ่นที่สูง และความหนาแน่นที่ต่ำจะทำให้วัสดุตัวนี้เหมาะกับการสร้างอุปกรณ์หรือยาน อวกาศที่ต้องไปทำงานในอวกาศ เพราะการที่มีน้ำหนักที่เบาและคุณสมบัติด้านอื่นๆทีดีนั้นจะทำให้การส่ง ยานอกสู่ห้วงอวกาศมีปริทธิภาพมากขึ้นทั้งในแง่ของค่าใช้จ่าย พลังงานที่ใช้ และการบรรทุกของขึ้นไปอวกาศก็จะทำได้มากขึ้น

ที่มา

http://www.newscientist.com/article/dn16806-robots-could-flex-muscles-that-are-stronger-than-steel.html?DCMP=OTC-rss&nsref=online-news

วัสดุชนิดใหม่ที่อาจช่วยลดการสูญเสียพลังงาน ทั่วโลกได้ นักวิทยาศาสตร์ที่ University of Liverpool และ Durham University


วัสดุชนิดใหม่ที่อาจช่วยลด การสูญเสียพลังงานทั่วโลกได้
นักวิทยาศาสตร์ที่ University of Liverpool และ Durham University นั้นได้พัฒนาวัสดุใหม่สำหรับความเข้าใจที่เพิ่มสูงขึ้นของวิธีการที่ตัวนำ กระแสไฟฟ้านั้นสามารถนำมาใช้เพื่อที่จะส่งผ่านไฟฟ้าไปเพื่อพื้นที่ที่มีสิ่ง ก่อสร้างและช่วยลดการสูญเสียพลังงานทั่วโลกได้

ทีมวิจัยได้พัฒนาวัสดุจากโมเลกุลที่มีรูปร่างเหมือนลูกฟุตบอลที่เรียกว่า carbon60 เพื่อที่จะสาธิตว่าตัวนำไฟฟ้า - ธาตุหนี่งๆ, โลหะผสมหรืออัลลอยที่ไม่ต่อต้านกับทางเดินของกระแสไฟฟ้าที่มั่นคง - อาจทำงานที่อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ในเขตเมืองต่างๆ

ตัวนำไฟฟ้านั้นถือว่าเป็นหนึ่งในการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดใน โลกและในวันนี้ก็มีบทบาทสำคัญในเทคโนโลยีการแพทย์ด้วย ในปี 1911, ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองสารปรอทแข็งนั้น นักวิทยาศาสตร์ชาวเนเธอร์แลนด์ชื่อว่า Heike Kamerlingh Onnes ได้ค้นพบว่าเวลาที่สารปรอทนั้นถูกทำให้เย็นลงจนถึงอุณหภูมิที่ต่ำแล้ว กระแสไฟฟ้าสามารถผ่านมันด้วยกระแสไหลที่มั่นคงโดยปราศจากการเจอกับแรงต้าน ทานหรือสูญเสียพลังงานในรูปแบบของความร้อนเลย


ตัวนำไฟฟ้านั้นถูกใช้อย่างกว้างขวางในรูปของแม่เหล็กใน magnetic resonance imaging หรือ MRI นั่นเอง ซึ่งช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มองเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นภายในร่างกายของมนุษย์ พวกมันยังถูกทดลองในสายรถไฟในรูปของแม่เหล็กเพื่อลดแรงเสียดทานระหว่างราง และตัวรถไฟอีกด้วย ตัวนำไฟฟ้านั้นได้ถูกพัฒนาเพื่อที่จะทำงานได้ภายใต้อุณหภูมิที่สูง แต่โครงสร้างของวัสดุนั้นซับซ้อนมากจนนักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจว่าพวกมัน สามารถทำงานที่อุณหภูมิห้องสำหรับการใช้งานในอนาคตในการมอบพลังงานให้แก่ บริษัทแหละบ้านเรือนต่างๆได้อย่างไร

ศาสตราจารย์ Matt Rossiensky จากแผนกวิชาเคมีของ Liverpool University ได้กล่าวอธิบายว่า“ตัวนำไฟฟ้านั้นเป็นปรากฏการณ์ที่เรากำลังพยายามที่จะทำ ความเข้าใจโดยเฉพาะเรื่องที่มันทำงานในอุณหภูมิที่สูงได้อย่างไร ตัวนำไฟฟ้านั้นมีโครงสร้างที่ซับซ้อนมากและมีความไม่เป็นระเบียบอยู่เต็มไป หมด เราได้ทำวัสดุในรูปแบบของผงที่ไม่ใช่ตัวนำไฟฟ้า ณ อุณหภูมิห้องและมีโครงสร้างอะตอมที่เรียบง่ายกว่ามาก เพื่อที่จะทำให้เราสามารถควบคุมว่าอะตอมสามารถเคลื่อนไหวได้อิสระแค่ไหนรวม ถึงการทดสอบว่าเราสามารถควบคุมวัสดุให้นำไฟฟ้าได้อย่างไร”

ศาสตราจารย์ Kosmas Prassides จาก Durham University กล่าวว่า “ที่อุณหภูมิห้องนั้นอิเล็กตรอนในวัสดุนั้นอยู่ห่างกันมากเกินไปที่จะนำ ไฟฟ้า ดังนั้นเราจึงบีบอัดมันเข้าด้วยกันโดยการใช้อุปกรณ์ที่เพิ่มแรงดันภายในโครง สร้าง เราพบว่าการเปลี่ยนแปลงในวัสดุนั้นฉับพลัน - ซึ่งก็คือเปลี่ยนจากสิ่งที่ไม่ใช่ตัวนำไฟฟ้าไปเป็นตัวนำไฟฟ้า ซึ่งทำให้เรามองเห็นโครงสร้างอะตอมที่ถูกต้องในจุดที่ความเป็นตัวนำไฟฟ้า นั้นเกิดขึ้น

การวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Science และสนับสนุนโดย Engineering and Physical Sciences Research Council (EPSRC) จะทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถค้นหาวัสดุที่มีวัตถุดิบทางเคมีและโครงสร้างที่ ถูกต้องเพื่อที่จะพัฒนาตัวนำไฟฟ้าที่จะลดการสูญเสียพลังงานทั่วโลกได้



ที่มา : http://www.sciencedaily.com/releases/2009/03/090319142407.html

สมองของมนุษย์นั้นอยู่ติด"ขอบความยุ่งเหยิง" นักวิจัยที่มาจาก Cambridge University ได้มอบหลักฐานใหม่

สมองของมนุษย์นั้นอยู่ติด"ขอบความยุ่งเหยิง" วิชาการ.คอม, วิทยาศาสตร์, ชีววิทยา นักวิจัยที่มาจาก Cambridge University ได้มอบหลักฐานใหม่ที่บอกว่า “สมองของมนุษย์นั้นอยู่บนจุดที่เรียกว่า “edge of chaos”(ขอบความยุ่งเหยิง) ณ จุดส่งผ่านระหว่างการความไม่มีแบบแผนและความเป็นแบบแผน การวิจัยได้บอกถึงข้อมูลทางการวิจัยบนความคิดที่เคยเต็มไปด้วยปัญหากับการ พิจารณาตามสมมติฐาน ช่วงวิกฤตกาลที่จัดตั้งขึ้นเอง ( เวลาที่ระบบนั้นจัดตัวเองตามธรรมชาติเพื่อที่จะทำงาน ณ จุดอันตรายระหว่างความเป็นแบบแผนกับความไม่มีแบบแผน ) สามารถเกิดขึ้นจากการปฏิสัมพันธ์ที่ซ้ำซ้อนในระบบกายภาพหลายระบบ ซึ่งก็รวมไปถึงหิมะถล่ม ไฟป่า แผ่นดินไหว และจังหวะการเต้นของหัวใจ อ้างอิงจากการวิจัยครั้งนี้ ซึ่งถูกทำขึ้นโดยทีมวิจัยทีมหนึ่งจาก Cambridge University , the Medical Research Council Cognition & Brain Sciences Unit, และ the GlaxoSmithKline Clinical Unit Cambridge บอกว่า พลศาสตร์ของเครือข่ายสมองมนุษย์นั้นมีบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญร่วมกันกับ ระบบในธรรมชาติที่โดยผิวเผินนั้นแตกต่างกันมาก เครือข่ายการคำนวณที่แสดงถึงคุณลักษณะเหล่านี้ยังเคยแสงถึงหน่วยความจำ (พื้นที่เก็บข้อมูล) ที่เหมาะสมที่สุดและความสามารถในการประมวลผลข้อมูลด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบเกี่ยวกับวิกฤตกาลนั้นสามารถที่จะตอบสนองได้อย่างรวด เร็วและกว้างขวางมากต่อการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในข้อมูลที่ถูกใส่เข้าไป “เนื่องด้วยคุณลักษณะเหล่านี้ ช่วงวิกฤตกาลที่จัดตั้งขึ้นเองนั้นน่าดึงดูดใจในฐานะแม่แบบสำหรับการทำงาน ต่างๆในสมองอย่างเช่นการรับรู้และการปฏิบัติการเพราะว่ามันจะทำให้เราสามารถ สับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วของภาวะจิตใจที่มีระเบียบแบบแผนเพื่อที่จะตอบสนอง ต่อสภาวะทางสิ่งแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนไป” Manfred Kitzbichler ผู้ร่วมการวิจัยกล่าว เหล่านักวิจัยได้ใช้เทคโนโลยีการถ่ายภาพสมองที่ทันสมัยที่สุดเพื่อที่จะทำ การวัดการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอในความสอดคล้องกันของกิจกรรมระหว่างเครือข่าย การทำงานในพื้นที่ที่แตกต่างกันในสมองของมนุษย์ ซึ่งผลการทดลองของพวกเขาชี้ให้เห็นว่าสมองนั้นทำงานอยู่ภายใต้สถานะของ วิกฤติกาลที่จัดตั้งขึ้นเอง เพื่อที่จะสนับสนุนข้อสรุปนี้นั้น พวกเขายังได้ทำการตรวจสอบความสอดคล้องกันของกิจกรรมในวิธีการทางการคำนวณและ ได้สาธิตว่าข้อมูลที่พวกเขาได้พบในสมองนั้นถูกสะท้อนอย่างถูกต้องในแบบจำลอง ด้วย โดยรวมแล้ว, ผลลัพธ์เหล่านี้ได้รวมเป็นหลักฐานที่ได้เปรียบเรื่องแนวคิดที่ว่าพลศาสตร์ ของสมองมนุษย์นั้นมีอยู่จริงที่จุด edge of Chaos จากคำกล่าวของ Kitzbichler, หลักฐานชิ้นใหม่นี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น “ คำถามต่อไปที่พวกเราวางแผนที่จะจัดการในการทดลองครั้งหน้าก็คือ : วิธีการประเมินของพลศาสตร์นั้นเกี่ยวข้องกับความสามารถในการเรียนรู้หรือ จิตเวชศาสตร์ด้านความผิดปกติของการทำงานในสมองรวมถึงการรักษาอาการเหล่านี้ อย่างไร? ” ในวิทยาศาสตร์ทั่วๆไปนั้น คำๆว่า Edge of Chaos นี้ได้อ้างอิงถึงคำเปรียบเทียบว่า ฟิสิกส์ ชีววิยา เศรษฐศาสตร์ และ ระบบทางสังคมนั้นทำงานในขอบเขตระหว่างความเป็นแบบแผนและความไม่มีแบบ แผ่นอย่างสมบูรณ์หรือความยุ่งเหยิง ซึ่งความซับซ้อนนั้นสูงสุดนั่นเอง
ที่มา : http://www.sciencedaily.com/releases/2009/03/090319224532.html

เลเซอร์กันยุง ซึ่งสามารถป้องกันการแพร่กระจายของโรคมาลาเรียได้ โดยโรคนี้เกิดจากเชื้อปรสิตและมียุงเป็นพาหะ

เลเซอร์กันยุง
นักวิทยาศาสตร์ได้สร้างเลเซอร์เพื่อใช้สำหรับยิงและฆ่ายุง ซึ่งสามารถป้องกันการแพร่กระจายของโรคมาลาเรียได้ โดยโรคนี้เกิดจากเชื้อปรสิตและมียุงเป็นพาหะ ทุกปีจะมีคนเสียชีวิตจากมาลาเรียกว่า 1 ล้านคน
เลเซอร์กันยุงมีการคิดค้นครั้งแรกโดย นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ Lowell Wood ในต้นทศวรรษที่ 1980 แต่ความคิดนี้ไม่ได้มีการสานต่อ ขณะนี้ Nathan Myhrvold ผู้บริหารของ Microsoft ได้นำแนวความคิดเรื่องเลเซอร์กันยุงนี้มาคิดค้นต่อ เนื่องจาก Bill Gates ได้ขอให้เขาค้นหาวิธีใหม่ๆ ในการต่อต้านมาลาเรีย นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ Jordin Kare จาก Lawrence Livermore National Laboratory, Wood, Myhrvold และผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ ได้พัฒนาเครื่องเลเซอร์ชนิดพกพาซึ่งสามารถตรวจจับยุงและฆ่ามันทีละตัวได้ การพัฒนาเทคโนโลยีนี้ เพื่อช่วยสร้างแนวป้องกันเลเซอร์รอบบ้านหรือชุมชน ซึ่งจะสามารถฆ่ายุงหรือกันพวกมันออกไปได้ หรืออีกทางเลือกหนึ่งนำไปผลิตเครื่องเลเซอร์ที่บินได้แบบวิทยุบังคับ ซึ่งจะสามารถดักจับหรือติดตามเหล่าแมลงได้ ช่วยให้บรรยากาศรอบๆ ปราศจากแมลงเหล่านี้ได้
นักวิจัยได้ทำการปรับความเข้มของเลเซอร์เพื่อให้ฆ่ายุงได้โดยไม่ทำอันตราย ต่อแมลงชนิดอื่น โดยเฉพาะต่อคน และระบบนี้ยังสามารถแยกเพศของยุงได้ด้วยว่าเป็นตัวผู้หรือตัวเมียโดยอาศัย ความถี่ในการเคลื่อนไหวของปีก เนื่องจากยุงเพศเมียเท่านั้นที่จะเป็นพาหะนำเชื้อปรสิตของโรคมาลาเรียได้
ในการทดลองระบบนี้จะพุ่งเป้าไปที่ยุงด้วยแสงแฟลช และใช้เลนส์ซูมเพื่อเก็บข้อมูลเข้าสู่คอมพิวเตอร์ ทุกครั้งที่แสงเลเซอร์ตรวจจับยุงได้ คอมพิวเตอร์จะส่งสัญญาณให้รู้เป็นเสียงปืน เมื่อยิงถูกยุงจะเกิดการประทุและลุกไหม้จนมันตายและตกลงสู่พื้น โดยจะมีควันเล็กน้อยเกิดขึ้น
การใช้เลเซอร์กันยุงนี้นับเป็นหนทางหนึ่งในบรรดาวิธีใหม่ๆ ที่นำมาฆ่าแมลงที่เป็นพาหะของโรค นอกเหนือจากวิธีป้องกันเดิมๆ เช่น การฉีดวัคซีนในคน เป็นต้น แนวความคิดอื่นๆ ประกอบด้วยการสร้างอุปกรณ์ที่รบกวนประสาทสัมผัสด้านต่างๆ เช่น การมองเห็น การได้กลิ่น และการรับรู้อุณหภูมิของยุง การให้ยุงกินเลือดที่เป็นพิษ ทำให้ยุง ติดเชื้อจากแบคทีเรีย หรือการทำให้ยุงกลายพันธ์จนปลอดเชื้อมาลาเรีย
ที่มา
http://www.physorg.com/news156423566.html

คอมพิวเตอร์สัมผัสที่หก

คอมพิวเตอร์สัมผัสที่หก
นักวิจัยของสถาบันวิจัยทางด้านเทคโนโลยีชั้นนำของโลกอย่าง MIT (Massachusetts Institute of Technology) ประเทศ สหรัฐอเมริกา ได้ทำการประดิษฐ์อุปกรณ์ที่เป็นนวัตกรรมที่ล้ำสมัยอย่างเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่สามารถสวมใส่ได้กับร่างกายคนเรา และยังมีความสามารถในการรับรู้ถึงการสั่งของผู้ใช้ผ่านทางการสัมผัสหรือการ สั่งงานจากท่าทางของผู้ใช้งาน ซึ่งเป้าหมายของการพัฒนาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในลักษณะนี้ขึ้นมาก็เพื่อต้องการ ประดิษฐ์อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ทำงานด้วยการสั่งงานที่ปราศจากหน้าจอแสดงผล และคีย์บอร์ดที่รับคำสั่งจากการพิมพ์ป้อนเข้าไปในเครื่อง
ซึ่งการใช้งานของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สัมผัสที่หกนี้ก็แสนจะ ง่าย เพียงแต่เราสวมใส่เครื่องนี้เข้าไปบริเวณคอหรือสวมไปบริเวณศรีษะแแล้วแต่การ ต้องการใช้งาน และจะสามารถใช้พื้นที่เรียบที่ใดก็ได้ทำหน้าเป็นจอแสดงผลหรือแป้นพิมพ์ที่ ใช้สำหรับแสดงผลหรือป้อนข้อมูล คำสั่งเข้าไปยังตัวอุปกรณ์ และการป้อนคำสั่งเข้าไปก็ใช้เพียงท่าทางหรือการขยับนิ้วในแบบต่างๆ
เมื่อใดก็ตามที่คุณต้องการที่จะถ่ายรูปสิ่งที่คุณจ้อง มองอยู่ คุณก็เพียงแค่ใช้นิ้ววาดรูปสี่เหลี่ยมเพื่อตีกรอบสิ่งที่จะถ่ายภาพ กล้องก็จะทำการจับภาพที่คุณมองให้โดยทันที และถ้าต้องการดูเวลาเหมือนกับการดูนาฬิกานั้น เราก็สามารถใช้เพียงนิ้ววาดรูปเป็นรูปวงกลม ตัวเครื่องฉายภาพของตัวอุปกรณ์ก็จะทำหน้าที่ฉายนาฬิกาแสดงผลเป็นเวลาไปยัง พื้นผิวเรียบที่ใช้ปลายนิ้วในการวาดป้อนคำสั่งเข้าไป
สำหรับในขั้นตอนการพัฒนาขณะนี้ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์สัมผัสที่หก หรือ sixth sense device มีราคาต้นทุนในการสร้างอยู่ที่ ประมาณ 350 ดอลล่าร์สหรัฐต่อชิ้น โดยจะมีอุปกรณ์หลักๆคือกล้องเว็บแคมที่ใช้ในการจับภาพ ส่วนที่เป็นโทรศัพท์มือถืออัจฉริยะที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้โดย โทรศัพท์ชนิดนี้มีลักษณะเหมือนเป็นเครื่องประดับที่ผู้ใช้สามารถสวมใส่ได้ อย่างลงตัวและกลมกลืน และตัวเครื่องฉายภาพ (โปรเจคเตอร์) ขนาดเล็ก โดยทั้งหมดจะมีการเชื่อมต่อติดกันและอุปกรณ์เหล่านี้สามารถหาซื้อได้ตามท้อง ตลาดทั่วไป
Pattie Maes หนึ่งในทีมนักวิจัยผู้พัฒนาคอมพิวเตอร์สัมผัสที่หกกล่าวว่า อุปกรณ์ตัวนี้จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนกับทอม ครูซในภาพยนต์เทคโนโลยีเรื่อง Monority Report ที่สามารถเชื่อมต่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้โดยใช้เทคโนโลยีที่สุดแสนจะทัน สมัย
Pattie ยังกล่าวอีกว่า ระบบของอุปกรณ์ยังสามารถสร้างแป้นพิมพ์สำหรับป้อนข้อมูลให้เป็นตรงหน้า เพียงแค่ตรงหน้าของผู้ใช้เป็นพื้นผิวที่เรียบ มากไปกว่านั้นในเวลาที่คุณจับจ่ายซื้อของในห้างสรรพสินค้าระบบจะยังสามารถนำ เอาราคาของสินค้าที่อยู่บนชั้นวางขายและที่อยู่ตรงหน้าของคุณไปเปรียบเทียบ กับราคาสินค้าในที่อื่นๆผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและสามารถแสดงผลให้ ทราบทันทีอีกด้วย
หรือถ้าคุณต้องการอ่านข่าวในแต่ละวันระบบก็จะสามารถแสดง เนื้อหาข่าววันต่อวันให้คุณได้อ่านทันทีเหมือนกับคุณนั่งเปิดคอมพิวเตอร์ อ่านข่าวจากอินเตอร์เน็ต โดยระบบจะทำการแสดงข่าวบนพื้นผิวตรงหน้าผู้ใช้ที่มีลักษณะเรียบและว่างที่ ง่ายต่อการอ่าน
มากไปกว่านั้น อุปกรณ์ตัวนี้จะช่วยในการหาข้อมูลล่าสุดที่ผู้ใช้ต้องการไม่ว่าจะเป็น ตั๋วเครื่องบิน ตารางการบิน รายชื่อหนังสือออกใหม่ หรือแผนที่ในการเดินทางท่องเที่ยว หรือกิจกรรมอะไรก็ตามที่ต้องการข้อมูลข่าวสารและความบันเทิงเหมือนกับการใช้ งานคอมพิวเตอร์ที่ตั้งที่โต๊ะกันเลยทีเดียว
ซึ่งในขณะนี้ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์สัมผัสที่หกกำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาที่ใกล้ความ สมบูรณ์แบบมาก และน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 10 ปีข้างหน้าคนทั่วไปจะมีการใช้งานอุปกรณ์ที่ทันสมัยแบบนี้อย่างคอมพิวเตอร์ สัมผัสที่หกเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนทั่วไป
ที่มา
http://www.foxnews.com/story/0,2933,489444,00.html?sPage=fnc/scitech/innovation
http://www.google.com/hostednews/afp/article/ALeqM5hYZRG3kWaXmUlch4ueYKWstoicMA

สถานีชาร์จไฟ สำหรับรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าที่เปิดใช้บริการอย่างเป็นทางการที่ซานฟรานซิสโก





นายก เทศมนตรีของเมืองซานฟาซิสโก นายเกวิล นิวซัม ได้กล่าวไว้เมื่อปี 2008 ถึง เรื่องสถานีสำหรับเติมประจุไฟฟ้าหรือพัลงานไฟฟ้าให้กับยานพาหนะที่ใช้ พลังงานไฟฟ้า โดยมีแผนที่จะสร้างขึ้นบริเวณชานเมืองซานฟาซิสโก และในตอนนี้นายกเทศมนตรีได้ให้คำสัญญาแล้วว่าพื้นที่บริเวณนั้นจะเป็นแบบ อย่างของการให้บริการของสถานีชาร์จไฟของรถยนต์
นายกเทศมนตรี เกวิล นิวซัม กล่าวว่า เป้าหมายของพวกเราคือเปลี่ยนพื้นที่บริเวณที่วางแผนไว้เป็นสถานีสำหรับยาน พาหนะที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนและเชื่อมต่อโครงข่ายพื้นฐานที่เป็น องค์ประกอบสำคัญสำหรับยานพาหนะที่ใช้พลังงานไฟฟ้า
ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองแรกที่จะสร้าง สถานีสำหรับยานพาหนะที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน โดยใช้เทคโนโลยีที่มีที่ผลิตโดยบริษัทคูลอมบ์เทคโนโลยี โดยจะทำการติดตั้งทั้งหมด 3 สถานี ในซานฟรานซิสโก โดยความโด่ดเด่นของสถานีนี้คือมีระบบจัดการที่รวดเร็วกว่าปั๊มน้ำมันที่ให้ บริการเติมน้ำมันทั่วไป อีกทั้งการใช้ยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ายังสามารถช่วยลดภาวะ เรือนกระจกได้อีกด้วย ซึ่งการใช้งานของสถานี ชาร์จไฟฟ้ารถยนต์นี้จะทำการทดลองการใช้งานและติดตามผลเป็นระยะเวลา 2 ปี ด้วยเงินทุนกว่า 3.8 ล้านดอลล่าสหรัฐ
ค่าบริการของการเติมประจุไฟฟ้าไปยัง พาหนะจะไม่มีค่าบริการตลอดปี 2009 จาก นั้นก็จะมีการเก็บค่าบริการเป็นรายเดือนตามแต่การใช้งาน อาทิเช่น 15 ดอล ล่าสหรัฐต่อเดือนสำหรับการชาร์จไฟในตอนกลางคืน 10 ครั้ง หรือ 30 ดอลล่าร์ต่อเดือนสำหรับการชาร์จไฟใน เวลากลางคืนแบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง หรือ 25 ดอลล่าร์ ต่อเดือนสำหรับการชาร์จไฟในเวลาใดก็ได้เป็นจำนวน 10 ครั้ง และ 50 ดอลล่าร์ สำหรับการชาร์จไฟในเวลาใดก็ได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง เป็นต้น



มากไปว่านั้น ระบบการเติมประจุไฟฟ้าของคูลอมบ์ยังมีความสามารถที่จะส่งข้อความเตือนไปยัง โทรศัพท์มือถือของผู้ขับรถ ในกรณีที่ยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้านี้ถึงเวลาที่ต้องชาร์จ หรือปริมาณของประจุไฟฟ้าในตัวรถใกล้จะหมด
ริชชาร์จ โรลเวนทอล ผู้ช่วยผู้บริหารของคูลอมบ์ กล่าวเสริมว่า พื้นที่ที่ถูกกำหนดให้สร้างสถานีสำหรับชาร์จไฟฟ้านี้ จะเป็นจุดศูนย์กลางสำหรับรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าแห่งแรกๆของย่านนี้ และด้วยเทคโนโลยีอันล้ำหน้านี้ จะทำให้เมืองซานฟรานซิสโกเป็นต้นแบบในการสร้างสถานีสำหรับรถที่ใช้พลังงาน ไฟฟ้าที่ติดตั้งในที่สาธารณะ
บริษัทคูลอมบ์ตั้งอยู่ในเมืองแคลิ ฟอเนีย มีความเชียวชาญในการสร้างอุปกรณ์ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของรถที่ใช้พลังงาน ไฟฟ้า รวมถึงการพัฒนาเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่มีส่วนขับเคลื่อนให้พาหนะที่ใช้พลังงาน ไฟฟ้าเป็นที่แพร่หลายในกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น

Fly ash brick อิฐเถ้าลอย อิฐแนวใหม่ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

Fly ash brick อิฐเถ้าลอย อิฐแนวใหม่ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม Fly ash หรือ “เถ้าลอย” อนุภาคขนาดเล็กซึ่งเกิดจากการเผาไหม้อย่างไม่สมบูรณ์ของถ่านหิน หรือ เชื้อเพลิงที่เป็นของแข็งอื่นๆ พบได้มากในอากาศเสียจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน เถ้าลอยมักมีส่วนประกอบของโลหะหนักอยู่ด้วยซึ่งเมื่อหายใจเข้าไปจะก่อให้ เกิดโรคทางระบบทางเดินหายใจและความผิดปกติทางประสาทได้ นักวิจัยได้มีความพยายามที่จะนำเถ้าลอยที่ถูกดักจับได้เหล่านี้มาผลิตเป็น อิฐเพื่อใช้ในการก่อสร้างแทนอิฐทั่วไปนานแล้ว แต่ยังมีความกังวลว่า “อิฐเถ้าลอย” นี้จะปล่อยโลหะหนักออกมาเมื่อนำไปใช้ในการก่อสร้าง แต่ตอนนี้ ทีมนักวิจัยจากสหรัฐอเมริกาพบว่า อิฐเถ้าลอยกำลังทำตรงกันข้ามโดยการดูดซับโลหะหนักเป็นพิษออกจากบรรยากาศ!!ทุก ปี เถ้าลอยปริมาณมากถึง 25 ล้านตันจากโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน ถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของวัสดุก่อสร้างเช่น คอนกรีต แทนซีเมนต์ที่ใช้อยู่ทั่วไป เพื่อเพิ่มความแข็งแรง อย่างไรก็ตาม เถ้าลอยอีก 45 ล้านตันไม่ได้ถูกนำมาใช้และกลับกลายเป็นขยะ ดังนั้น อิฐเถ้าลอยจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่จะช่วยลดปริมาณขยะและมลภาวะที่เกิดจากการ ผลิตอิฐทั่วไปนาย เฮนรี ลิว ประธานบริษัท Fright Pipeline Company (FPC) ผู้พัฒนาอิฐเถ้าลอย และเจ้าของรางวัลจาก National Science Foundation (NSF) ให้สัมภาษณ์ว่า “การผลิตอิฐทั่วไปจากดินเหนียวนั้น จำเป็นต้องอบดินเหนียวในเตาอบที่มีอุณหภูมิสูง ซึ่งสิ้นเปลืองพลังงาน ก่อให้เกิดมลภาวะ แล้วยังผลิตก๊าซเรือนกระจก ต้นเหตุของสภาวะโลกร้อนอีกด้วย ในทางกลับกันอิฐเถ้าลอยนั้นสามารถผลิตได้ที่อุณภูมิห้อง ซึ่งนั่นหมายถึงการลดการใช้พลังงาน ค่าใช้จ่าย มลพิษ และก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกระบวกการผลิตด้วย” เมื่อใส่สีและขึ้นรูปแล้ว อิฐเถ้าลอยก็มีรูปร่างหน้าตารวมทั้งคุณสมบัติไม่แตกต่างหรือดีกว่าอิฐทั่วไป ด้วยซ้ำด้วยการสนับสนุนจาก NSF’s Small Business Innovation Research (SBIR) program (โครงการวิจัยนวัตกรรมใหม่จากธุรกิจขนาดเล็ก- ผู้แปล) นายเฮนรีได้ริเริ่มโครงการอิฐเถ้าลอยนี้ตั้งแต่ปี 2004 ในช่วงแรกนั้น ทีมวิจัยเน้นการพัฒนาอิฐแบบใหม่นี้ให้มีความทนทานต่อการแข็งตัวและละลายของ น้ำแข็งมากขึ้น เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงของคุณสมบัติตามสภาพอากาศ ในตอนนี้ นาย เฮนรีกำลังอยู่ในช่วงทดสอบความปลอดภัยและเตรียมการนำอิฐชนิดนี้เข้าสู่ตลาด
ในขณะ ที่ทีมงานวิจัยกำลังศึกษากระบวนการการดูดซับและกักเก็บปรอทของอิฐชนิดนี้ ได้มีการค้นพบว่าอิฐเถ้าลอยจะไม่ส่งผลกระทบด้านลบกับคุณภาพอากาศภายในตัว อาคาร จากการทำการทดลองในห้องปิด อิฐเถ้าลอยไม่ได้เพิ่มปริมาณปรอทกับอากาศในห้องซึ่งอยู่ที่ 1 นาโนกรัมต่อ1 ลูกบาศก์เมตร เลย แต่กลับช่วยให้ปริมาณความเข้มข้นลดลงเหลือเพียงครึ่งนาโนกรัมต่อ1 ลูกบาศก์เมตรโดยเฉลี่ยแล้ว อากาศทั่วไปจะมีปริมาณปรอทค่อนข้างต่ำโดยเริ่มต้นที่ น้อยกว่า 1 นาโนกรัมต่อ1 ลูกบาศก์เมตร ไปจนถึงหลายสิบนาโนกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตามมาตรฐานของ US EPA อิฐเถ้าลอยนี้ถูกนำเสนอครั้งแรกโดยกลุ่ม วิศวกรจาก FPC Columbia, Mo., ในวันที่ 7-10 พฤษภาคม ณ งาน World of Coal Ash Conference ที่ เมืองซินซิเนติ มลรัฐโอไฮโอนายเฮนรี ลิ ได้รับรางวัลจาก NSF หลายครั้งตั้งแต่ปี 1980 และได้เริ่มต้นบริษัท FPC หลังจากเกษียณจากการเป็นศาสตราจารย์สาขาวิศวกรรมโยธา และ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย Capsule Pipeline Research Center ซึ่งได้เป็นความร่วมมือกันระหว่างรัฐและมหาวิทยาลัยจัดตั้งโดย NSF ณ มหาวิทยาลัยมิสซูรี่-โคลัมเบียในปี 1991 เพื่อทำการศึกษาเทคโนโลยี capsule pipeline

คาร์บอนเครดิต คืออะไร




คาร์บอน เครดิต(Carbon Credit) คืออะไร สืบเนื่องจากพิธี สารเกียวโต (Kyoto Protocal) กำหนดให้ประเทศพัฒนาแล้วต้องลดประมาณการปล่อยก๊าซที่ทำให้เกิดปฏิกิริยา เรือนกระจก หรือกรีนเฮ้าส์เอฟเฟคท์ ซึ่งทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซด์ ฯลฯพิธีสารเกียวโตมีผลบังคับ ใช้ตั้งแต่วันที่16 กุมภาพันธ์ 2549 หากประเทศที่ลงนาม เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา ญี่ปุ่น ไม่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกประมาณ 5.2% ในปี 2551-2555 จะมีค่าปรับถึงตันละ 2,000-5,000 บาท สถิติจากWorld Resources 2005 ระบุว่าสหรัฐปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุดปีละ 5.7 พันล้านตัน อันดับ 2 คือจีน 3.4 พันล้านตัน อันดับ 3 คือ รัสเซีย 1.5 พันล้านตัน ญี่ปุ่น 1.2 พันล้านตัน อังกฤษ 558 ล้านตัน ส่วนไทย 172 ล้านตัน ดังนั้น"การ ซื้อขายคาร์บอนเครดิต" จึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่กำหนดออกมาพิเศษ เพื่อช่วยให้ประเทศตัวการปล่อยก๊าซพิษไม่ต้องถูกลงโทษ"คาร์บอน เครดิต" หมายถึง สิ่งทดแทนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ส่วนใหญ่เกิดจากการเผาผลาญน้ำมันดิบในโรงงานอุตสาหกรรมหรือยานยนต์ หากประเทศพัฒนาแล้วไม่สามารถลดมลพิษของตนได้อีกต่อไป ก็ต้องใช้วิธีช่วยเหลือประเทศด้อยพัฒนาให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อลด ได้จะกลายเป็นคาร์บอนเครดิตของตนเอง ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าปรับเช่น การปลูกป่าไม้ 2.5 ไร่ จะสามารถเก็บคาร์บอนเครดิตได้ 2 ตัน การใช้พลังงานแสงอาทิตย์แทนน้ำมัน 1 หน่วยจะได้เครดิตประมาณ 0.6 กิโลกรัมตัวอย่าง เช่นประเทศ A อยู่ในยุโรป ถูกกำหนดให้ลดก๊าซเรือนกระจก 50 ล้านตัน แต่โรงงานอุตสาหกรรมหรือโครงการที่มีในประเทศ A พยายามลดสุดๆแล้ว ลดได้เพียง 30 ล้านตัน จึงต้องไปซื้อคาร์บอนเครดิตจากประเทศกำลังพัฒนามาอีก 20 ล้านตัน ไม่เช่นนั้นจะโดนปรับ ตันละ 3,000 บาทก็ประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ประ เทศก จึงติดต่อไปที่ ฟาร์มเลี้ยงหมูขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในประเทศ ข เพื่อช่วยสร้างโรงไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ เมื่อสร้างเสร็จทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าฟาร์มหมูลดลงเดือนละ 2 ล้านบาท ถือเป็นการลดจำนวนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม สมมติว่าลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ปีละ 1 ล้านตัน จำนวนที่ลดได้ จะถูกเรียกว่า "คาร์บอนเครดิต" ซึ่งประเทศ A จะได้คาร์บอนเครดิต 1 ล้านตันไปรวมกับ 30 ล้านตันที่มีอยู่ หรือในอนาคตฟาร์มหมูที่อยู่ใกล้เคียงอาจใช้เทคโนโลยีเดียวกัน มาลงทุนสร้างโรงงานไฟฟ้าก๊าซชีวภาพเอง แล้วขายคาร์บอนเครดิตให้ประเทศ A ก็ได้ ทั้งนี้หน่วยงานหรือบริษัทที่จะซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตได้ ต้องผ่านมาตรฐานตาม "โครงการซีดีเอ็ม" หรือโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด(Clean Development Mechanism หรือ CDM Project-Carbon Credit) และในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ได้มติอนุมัติการขึ้นทะเบียน 3 โครงการแรกของไทย เพื่อให้สามารถขายคาร์บอนเครดิตตามข้อตกลงได้ คือ 1.โรง ไฟฟ้าด่านช้างไบโอเอนเนอร์ยี่ 2.โครงการโรงไฟฟ้าพลังแกลบ ของบริษัท เอ.ที.ไบโอเพาเวอร์ จำกัด3.โครงการไบโอแมสของโรงไฟฟ้าขอนแก่นสำหรับ โรงไฟฟ้าขอนแก่นที่นำชานอ้อยมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้านั้น มีการประเมินว่าจะสามารถลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 5.7 หมื่นตันต่อปี หากนำคาร์บอนเครดิตมาซื้อขายจะได้ประมาณ 21 ล้านบาทล่าสุดมีอีก45 บริษัทที่เสนอขอเข้าโครงการซีดีเอ็ม เพราะราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงระดับ 7 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันแล้ว โครงการส่วนใหญ่ร้อยละ 50 จะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีก๊าซชีวภาพ (ไบโอแก๊ส) เช่น การผลิตก๊าซจากน้ำเสีย อันดับ 2 คือด้านเทคโนโลยีชีวมวล (ไบโอแมส) ร้อยละ 25 ส่วนที่เหลือเป็นโครงการประหยัดพลังงานไฟฟ้า โครงการแปลงขยะชุมชนเป็นพลังงาน ด้านคมนาคมขนส่ง ฯลฯ"คาร์บอน เครดิต" กำลังกลายเป็นธุรกิจซื้อขายมลพิษ ที่มีแนวโน้มทำเงินมหาศาลในอนาคต รัฐบาลปัจจุบันจึงออกพระราชกฤษฎีกา "จัดตั้งองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2550" มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ที่ผ่านมา หรือที่เรียกย่อว่า อบก.หรือ "TGO" (Thailand Greenhouse Gas Management Organization)การ จัดตั้งอบก.มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมพัฒนาโครงการและตลาดซื้อขายปริมาณก๊าซ เรือนกระจกที่ได้รับการรับรอง รวมถึงเป็นศูนย์กลางข้อมูลดำเนินงานและให้ทุนสนับสนุนการดำเนินงานด้านก๊าซ เรือนกระจกแม้การซื้อขายคาร์บอนเครดิตจะมีข้อดีคือทำให้ประเทศพัฒนา ไม่ต้องเจอค่าปรับจากพิธีสารเกียวโต ขณะที่ประเทศด้อยพัฒนาก็ได้รับการสนับสนุนให้ใช้เทคโนโลยีสะอาด เพื่อช่วยลดภาวะโลกร้อนแต่มีนักวิชาการกลุ่มหนึ่งออกมาเตือนว่าหาก ประเทศกำลังพัฒนา เช่น ไทย ลาว เวียดนาม นำคาร์บอนเครดิตมาขายจนหมดสิ้น จะกลายเป็นภาระผูกพันถึงอนาคต หากมีข้อตกลงใหม่ที่กำหนดให้ประเทศด้อยพัฒนาต้องช่วยลดก๊าซเรือนกระจกด้วย ประเทศเหล่านี้ก็จะไม่มีคาร์บอนเครดิตเหลือ เพราะขายล่วงหน้าไปหมดแล้วศ.ดร.สุ รพงศ์จิระรัตนานนท์ บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (JGSEE) ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานกล่าวแนะนำว่า ไทยควรมีการเก็บคาร์บอนเครดิตไว้บ้าง เพราะอีก 10 ปีข้างหน้า อาจต้องถูกบังคับให้ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกเช่นกัน เมื่อถึงเวลานั้นอาจไม่มีคาร์บอนเครดิตเหลือ เพราะขายล่วงหน้าให้ประเทศอื่นหมดแล้ว ราคาที่ขายได้ก็ต่ำกว่าจำนวนที่กำหนดให้จ่ายค่าปรับหลายเท่า ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องประเมินสถานการณ์ในอนาคตเผื่อไว้ด้วย นอกจากนี้ควรมีการลดการใช้พลังงานด้านอื่นพร้อมกัน เนื่องจากภาคธุรกิจไทยมีการใช้พลังงานไฟฟ้าสิ้นเปลืองอย่างมากศ.ดร.สุ รพงศ์ยกตัวอย่างตึกขนาดใหญ่แห่งหนึ่งย่านถนนรัชดาภิเษกว่า มีการใช้พลังงานไฟฟ้าเทียบเท่ากับเมืองเวียงจันทน์ เมืองหลวงของลาว เพราะต้องเปิดไฟและแอร์ตลอดทั้งวัน หน่วยงานรัฐควรใช้นโยบายเหมือนเกาหลีใต้ ที่ออกกฎข้อบังคับให้สถานที่ราชการเปิดเครื่องปรับอากาศไว้ที่อุณหภูมิ 26 องศา ส่วนที่มาเลเซียก็พยายามสร้างอาคารแบบใหม่ที่ประหยัดพลังงานจากเดิม 3-5 เท่า โดยการประหยัดพลังงานไฟฟ้าส่วนนี้อาจนำมาเป็นคาร์บอนเครดิตขายในอนาคตได้อยากขาย"คาร์บอนเครดิต" ต้องทำอย่างไร ต้อง เป็นโครงการเกี่ยวข้องกับนโยบายช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เช่น ผลิตพลังงานทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิง แปลงขยะเป็นพลังงาน พัฒนาประสิทธิภาพการคมนาคม ลดมลพิษสิ่งแวดล้อม ฯลฯ ที่เรียกกันว่า โครงการซีดีเอ็ม หรือ โครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด(Clean Development Mechanism : CDM)โครงการซีดีเอ็ม สร้างขึ้นโดยพิธีสารเกียวโต เพื่อช่วยให้ประเทศพัฒนาแล้ว สามารถไปลงทุนโครงการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในประเทศกำลังพัฒนา เช่น โครงการสร้างโรงไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพในฟาร์มเลี้ยงหมู ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของโครงการซีดีเอ็มเจ้าของโครงการประเภทกลไกการ พัฒนาที่สะอาดหรือโครงการซีดีเอ็มนั้นก่อนจะตกลงซื้อขายคาร์บอนเครดิตต้องมี การขอใบรับรอง CERs (Certified Emission Reductions) จากสหประชาชาติก่อนทั้งนี้เจ้าของกรรมสิทธิ์ CERs อาจมีทั้งโรงงานไฟฟ้าเอกชน ฟาร์มหมู โครงการปลูกป่า ซึ่งเป็นตัวเจ้าของโครงการไม่ใช่รัฐบาล นอกจากรัฐบาลจะเป็นเจ้าของโครงการเองขั้นตอนสำคัญในการขอใบ รับรองCERs คือ1.ยื่นโครงการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกไปที่กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม2.เสนอโครงการให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา3.ส่ง เอกสารให้สหประชาชาติรับรองเพื่อออก CERsขณะนี้"บริษัทบริการสิ่ง แวดล้อม" (Environmetal Service) กำลังเป็นธุรกิจใหม่ที่ต่างชาติทยอยเปิดในเมืองไทย เพื่อช่วยบริษัทหรือเจ้าของโรงงานที่ต้องการเป็นโครงการซีดีเอ็ม เช่น แนะนำขั้นตอนทำเอกสารขอ "CERs" หรือช่วยเป็นที่ปรึกษาการซื้อขายคาร์บอนเครดิตเช่น ให้คำปรึกษาการออกแบบโครงการ ธุรกิจตรวจประเมินและรับรองโครงการ ธุรกิจตัวกลางซื้อขายกับต่างประเทศ ฯลฯที่มา คม ชัด ลึก / http://www.hunsa.com/2005/view.php?cid=34714&catid=87

ความหมายของคำว่า "ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ( Geographic Information System ) GIS"



ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ หรือ Geographic Information System : GIS คือกระบวนการทำงานเกี่ยวกับข้อมูลในเชิงพื้นที่ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ที่ใช้กำหนดข้อมูลและสารสนเทศ ที่มีความสัมพันธ์กับตำแหน่งในเชิงพื้นที่ เช่น ที่อยู่ บ้านเลขที่ สัมพันธ์กับตำแหน่งในแผนที่ ตำแหน่ง เส้นรุ้ง เส้นแวง ข้อมูลและแผนที่ใน GIS เป็นระบบข้อมูลสารสนเทศที่อยู่ในรูปของตารางข้อมูล และฐานข้อมูลที่มีส่วนสัมพันธ์กับข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial Data) ซึ่งรูปแบบและความสัมพันธ์ของข้อมูลเชิงพื้นที่ทั้งหลาย จะสามารถนำมาวิเคราะห์ด้วย GIS และทำให้สื่อความหมายในเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กับเวลาได้ เช่น การแพร่ขยายของโรคระบาด การเคลื่อนย้าย ถิ่นฐาน การบุกรุกทำลาย การเปลี่ยนแปลงของการใช้พื้นที่ ฯลฯ ข้อมูลเหล่านี้ เมื่อปรากฏบนแผนที่ทำให้สามารถแปลและสื่อความหมาย ใช้งานได้ง่าย GIS เป็นระบบข้อมูลข่าวสารที่เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ แต่สามารถแปลความหมายเชื่อมโยงกับสภาพภูมิศาสตร์อื่นๆ สภาพท้องที่ สภาพการทำงานของระบบสัมพันธ์กับสัดส่วนระยะทางและพื้นที่จริงบนแผนที่ ข้อแตกต่างระหว่าง GIS กับ MIS นั้นสามารถพิจารณาได้จากลักษณะของข้อมูล คือ ข้อมูลที่จัดเก็บใน GIS มีลักษณะเป็นข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial Data) ที่แสดงในรูปของภาพ (graphic) แผนที่ (map) ที่เชื่อมโยงกับข้อมูลเชิงบรรยาย (Attribute Data) หรือฐานข้อมูล (Database)การเชื่อมโยงข้อมูลทั้งสองประเภทเข้าด้วยกัน จะทำให้ผู้ใช้สามารถที่จะแสดงข้อมูลทั้งสองประเภทได้พร้อมๆ กัน เช่นสามารถจะค้นหาตำแหน่งของจุดตรวจวัดควันดำ - ควันขาวได้โดยการระบุชื่อจุดตรวจ หรือในทางตรงกันข้าม สามารถที่จะสอบถามรายละเอียดของ จุดตรวจจากตำแหน่งที่เลือกขึ้นมา ซึ่งจะต่างจาก MIS ที่แสดง ภาพเพียงอย่างเดียว โดยจะขาดการเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกับรูปภาพนั้น เช่นใน CAD (Computer Aid Design) จะเป็นภาพเพียงอย่างเดียว แต่แผนที่ใน GIS จะมีความสัมพันธ์กับตำแหน่งในเชิงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ คือค่าพิกัดที่แน่นอน ข้อมูลใน GIS ทั้งข้อมูลเชิงพื้นที่และข้อมูลเชิงบรรยาย สามารถอ้างอิงถึงตำแหน่งที่มีอยู่จริงบนพื้นโลกได้โดยอาศัยระบบพิกัดทาง ภูมิศาสตร์ (Geocode) ซึ่งจะสามารถอ้างอิงได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ข้อมูลใน GIS ที่อ้างอิงกับพื้นผิวโลกโดยตรง หมายถึง ข้อมูลที่มีค่าพิกัดหรือมีตำแหน่งจริงบนพื้นโลกหรือในแผนที่ เช่น ตำแหน่งอาคาร ถนน ฯลฯ สำหรับข้อมูล GIS ที่จะอ้างอิงกับข้อมูลบนพื้นโลกได้โดยทางอ้อมได้แก่ ข้อมูลของบ้าน(รวมถึงบ้านเลขที่ ซอย เขต แขวง จังหวัด และรหัสไปรษณีย์) โดยจากข้อมูลที่อยู่ เราสามารถทราบได้ว่าบ้านหลังนี้มีตำแหน่งอยู่ ณ ที่ใดบนพื้นโลก เนื่องจากบ้านทุกหลังจะมีที่อยู่ไม่ซ้ำกัน

ลดการใช้พลังงาน ... ลดค่าไฟฟ้า (เครื่องปรับอากาศ)



ลดการใช้พลังงาน ... ลดค่าไฟฟ้า (เครื่องปรับอากาศ)
"ปิดเครื่องปรับ อากาศขนาด 1 ตัน (12,000 บีทียู) เร็วขึ้นวันละ 1 ชั่วโมง ลดไฟได้ 21 หน่วยต่อเดือน ประหยัดได้ 63 บาทต่อเดือน ถ้าปิดเร็วขึ้นวันละ 1 ชั่วโมง 1 ล้านเครื่อง จะประหยัดไฟให้ประเทศได้เดือนละ 63 ล้านบาท หรือ 765 ล้านบาทต่อปี" (ในที่นี้ ค่าไฟฟ้าใช้คำนวณโดยคิดที่ค่าเฉลี่ยหน่วยละ 3 บาท)
แนวทางปฏิบัติ เพื่อลดการใช้พลังงาน... ลดค่าไฟฟ้า
ไม่ตั้งตู้เย็น ไม่รีดผ้า ไม่ต้มน้ำในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ
ตั้งอุณหภูมิที่ระดับ ร่างกายรู้สึกสบาย โดยไม่ต่ำกว่า 25 องศา C และทุกอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1 องศา C จาก 25 องศา C จะช่วยประหยัดไฟได้ร้อยละ 10 แต่ไม่ควรเกิน 28 องศา C ขึ้นไป เพราะจะไม่รู้สึกเย็นแต่เครื่องยังทำงานอยู่
ถ้าไม่อยู่ในห้อง มากกว่า 1 ชั่วโมง ควรปิดเครื่องปรับอากาศ
ไม่ควรปลูกต้นไม้ หรือตากผ้าในห้องที่มีการปรับอากาศ เพราะไปเพิ่มความชื่น ทำให้เครื่องทำงานหนักขึ้น
ดูแลรักษาและ ใช้อย่างถูกวิธี
หมั่นทำความสะอาด แผ่นกรองอากาศอย่างสม่ำเสมอ อย่าให้มีฝุ่นเกาะ จะประหยัดไฟได้ร้อยละ 5-7
อย่านำสิ่งของไปขวาง ทางลมเข้า - ออก ของชุดระบายความร้อนที่อยู่นอกบ้านทำให้เครื่องระบายความร้อนไม่ดี ทำงานหนัก และเปลื้องไฟ
อย่าติดตั้งชุดระบาย ความร้อนใกล้ผนังเกินไป เพราะเครื่องจะใช้ไฟมากขึ้นร้อยละ 15 - 20 ควรตั้งให้ห่างอย่างน้อย 15 เซนติเมตร เพื่อระบายความร้อนได้ดี
อย่านำสิ่งของขวางทาง ลมเข้า - ออกของเครื่องปรับอากาศ เพราะเครื่องจะทำงานหนักและเปลื้องไฟ
ปรับปรุง... เปลี่ยนแปลง
เลือกขนาดให้เหมาะสม กับห้อง
ทาสีผนังด้านนอกด้วย สีอ่อน เพื่อสะท้อนความร้อนไม่ให้เข้าสู่อาคาร
ติดตั้ง กันสาด มู่ลี่ให้กับหน้าต่าง เพื่อป้องกันความร้อนจากแสงแดด
ที่มา: สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน

เทคโนโลยีพลังงานชีวมวลและศักยภาพชีวมวลใน ประเทศไทย



เทคโนโลยีพลังงานชีวมวล

การสันดาป (Combustion Technology)
การสันดาปเป็นปฏิกิริยาการรวมตัวกันของเชื้อเพลิง กับออกซิเจนอย่างรวดเร็วพร้อมเกิดการลุกไหม้และคายความร้อน ในการเผาไหม้ส่วนใหญ่จะไม่ใช้ออกซิเจนล้วนๆ แต่จะใช้อากาศแทนเนื่องจากอากาศมีออกซิเจนอยู่ 21% โดยปริมาณ หรือ 23% โดยน้ำหนัก

การผลิตเชื้อเพลิงเหลว (Liquidification Technology)

การผลิตก๊าซเชื้อเพลิง (Gasification Technology)
กระบวนการ Gasification เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงพลังงานที่มีอยู่ในชีวมวลที่สำคัญกระบวนการหนึ่ง ของการเปลี่ยนแปลงแบบ Thermal Conversion โดยมีส่วนประกอบของ Producer gas ที่สำคัญได้แก่ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ไฮโดรเจน (H2) และมีเทน (CH4)

การผลิตก๊าซโดยการหมัก (Anaerobic Digestion Technology)
การผลิตก๊าซจากชีวมวลทางเคมีด้วยการย่อยสลายสาร อินทรีย์ในที่ไม่มีอากาศหรือไม่มีออกซิเจนซึ่งเรียกว่า ก๊าซชีวภาพ (Biogas) ได้ก๊าซมีเทน (CH4) และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นหลัก

การผลิตไฟฟ้าโดยใช้ชีวมวลเป็นเชื้อเพลิง

เตาแก๊สชีวมวล
เตาแก๊สชีวมวลเป็นเตาที่จัดสร้างขึ้นเพื่อใช้ สำหรับการหุงต้มอาหารในครัวเรือน โดยใช้เศษไม้และเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นเชื้อเพลิง โดยมีหลักการทำงานแบบการผลิตแก๊สเชื้อเพลิงจากชีวมวล (Gasifier) แบบอากาศไหลขึ้น (Updraf Gasifier) เป็นการเผาไหม้เชื้อเพลิงในที่ที่จำกัดปริมาณอากาศให้เกิดความร้อนบางส่วน แล้วไปเร่งปฏิกริยาต่อเนื่องอื่นๆ เพื่อเปลี่ยนเชื้อเพลิงแข็งให้กลายเป็นแก๊สเชื้อเพลิง ที่สามารถติดไฟได้ ได้แก่ แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) แก๊สไฮโดรเจน (H2) และแก๊สมีเธน (CH2) เป็นต้น
ศักยภาพชีวมวล ในประเทศไทย

ประเทศไทยนับเป็นประเทศเกษตรกรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก ประชาชนมากกว่าร้อยละ 50 ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ผลพลอยได้ที่สำคัญนอกเหนือจากผลผลิตการเกษตรก็คือ วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว แกลบ กากอ้อย กาก ใย และทะลายปาล์ม เป็นต้น

ชีวมวล (Biomass) หมายถึง วัสดุหรือสารอินทรีย์ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นพลังงานได้ ชีวมวลนับรวมถึงวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เศษไม้ ปลายไม้จากอุตสาหกรรมไม้ มูลสัตว์ ของเสียจากโรงงานแปรรูปทางการเกษตร และของเสียจากชุมชน

ปริมาณชีวมวลจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ที่ผลิตภายในประเทศจะแปรผันและขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตทางการเกษตรของประเทศ

รู้จักกับเทคโนโลยีไบโอเมตริก (Biometric)






ไบโอเมตริก (Biometric) เป็น เทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีทางด้านชีวภาพและทางการแพทย์ กับเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน โดยการตรวจวัดคุณลักษณะทางกายภาพ (Physical Characteristics) และลักษณะทางพฤติกรรม (Behaviors) ที่ เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละคนมาใช้ในการระบุตัวบุคคลนั้นๆ แล้วนำสิ่งเหล่านั้นมาเปรียบเทียบกับคุณลักษณะที่ได้มีการบันทึกไว้ในฐาน ข้อมูลก่อนหน้านี้ เพื่อใช้แยกแยะบุคคลนั้นจากบุคคลอื่นๆ ซึ่งคุณลักษณะทางกายภาพของคนเรานั้นส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปตามกาล เวลา ในขณะที่พฤติกรรมของมนุษย์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ไม่ว่าจะเป็น เสียงพูด การลงลายมือชื่อ การใช้แป้นพิมพ์ ซึ่งจัดเป็นคุณลักษณะทางพฤติกรรมของบุคคล ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลาและการเรียนรู้ของบุคคลนั้นๆ จึงทำให้การพิสูจน์บุคคลโดยการใช้ลักษณะทางกายภาพนั้น มีความน่าเชื่อถือมากกว่า ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการใช้ Biometric ประเภทนี้ก็คือ ใช้ง่าย เป็นที่ยอมรับของผู้ใช้ และมีอัตราเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่ำ เนื่องจากไม่ต้องนำอวัยวะที่ไวต่อการติดเชื้อ (เช่น ดวงตา)ไปสัมผัสกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการอ่านข้อมูล Biometrics
ตัวอย่างของ คุณลักษณะทางกายภาพที่นิยมนำมาใช้ ได้แก่ ลายนิ้วมือ ม่านตา ช่องตาดำ ฝ่ามือ และรูปหน้า เป็นต้น

ไบโอ เมตริกซ์สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ การใช้ลักษณะทางกายภาพ (Physiological Biometrics) และการใช้ลักษณะทางพฤติกรรม (Behavioural Biometrics) ในการระบุตัวบุคคล
1. ลักษณะทางกายภาพ (Physiological Biometrics) ลายนิ้วมือ Fingerprint ลักษณะ ใบหน้า Facial Recognition ลักษณะของมือ Hand Geometry ลักษณะของนิ้วมือ Finger Geometry ลักษณะใบหู Ear Shape Iris และ Retina ภายในดวงตา กลิ่น Human Scent
2. ลักษณะทางพฤติกรรม (Behavioural Biometrics)
การพิมพ์ Keystroke Dynamics
การเดิน Gait Recognition
เสียง Voice Recognition
การเซ็นชื่อ Signature
ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vblog/35431/2

๑๐ วิธีในการช่วยลดภาวะโลกร้อน



๑๐ วิธีในการช่วยลดภาวะโลกร้อน
๑. ต้องยอมรับก่อนว่า สาเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อนมิได้มาจากประเทศอุตสาหกรรมหรือประเทศพัฒนาแล้ว เป็นหลัก แต่เราทุกคนบนพื้นผิวโลก รวมทั้งคนไทยด้วย ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของต้นเหตุให้เกิดภาวะโลกร้อน เพราะการใช้ชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไฟฟ้า การเดินทาง การขนส่ง การบริโภค การสร้างที่พักอาศัย การซื้อของ ล้วนมีส่วนสำคัญในการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ
๒. ประหยัดการใช้พลังงานทุกชนิด โดยเฉพาะไฟฟ้า เพราะเชื้อเพลิงสำคัญในการผลิตไฟฟ้า คือ น้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ล้วนแต่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ก่อภาวะเรือนกระจกทั้งสิ้น เลือกอุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้า เช่นเปลี่ยนมาใช้หลอดประหยัดพลังงาน เพราะ หลอดไฟที่ใช้กันอยู่ทั่วไปเปลี่ยนพลังงานเพียงร้อยละ ๑๐ เท่านั้นให้เป็นแสงสว่าง ส่วนพลังงานอีกร้อยละ ๙๐ สูญเสียไปในรูปของความร้อน และถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดเมื่อเลิกใช้งาน
๓. หลีกเลี่ยงการใช้รถยนต์ส่วนตัว เพื่อเป็นการประหยัดการใช้น้ำมัน ถ้าไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงการโดยสารเครื่องบิน ดังที่รายงานของสถาบันสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศแนะนำว่า ควรใช้บริการรถไฟสำหรับการเดินทางในระยะทางไม่เกิน ๖๔๐ กิโลเมตร ซึ่งจะช่วยลดจำนวนเที่ยวบินลงได้ถึงร้อยละ ๔๕ และบรรดานักธุรกิจควรใช้ระบบการประชุมผ่านวิดีโอแทนการให้พนักงานขึ้น เครื่องบินไปร่วมการประชุม
๔. คิดก่อนจะซื้อสิ่งของ เพราะการผลิตและการขนส่งสินค้าเกือบทุกชนิดล้วนแต่ใช้พลังงานทั้งสิ้น ก่อนจะซื้ออะไรลองถามตัวเองว่า สิ่งนั้นจำเป็นเพียงใด หรือลองเปลี่ยนจากการซื้อของใหม่เป็นการซ่อมหรือใช้ของมือสองแทน
๕. ลดการกินทิ้งกินขว้าง เพราะเศษอาหาร และของที่บูดเน่า เมื่อไปทับถมอยู่ที่กองขยะจะกลายเป็นแหล่งผลิตก๊าซ มีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง
๖. บริโภคของที่ผลิตในประเทศ เพราะการซื้อสินค้าจากต่างประเทศย่อมต้องสิ้นเปลืองพลังงานในการขนส่ง การกินอาหารท้องถิ่น จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่า เช่นหันมากินปลาทูแทนปลาแซลมอน เพราะนอกจากราคาถูก และทำให้เงินทองไม่รั่วไหลออกนอกประเทศแล้ว ยังช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อีกด้วย
๗. พกขวดน้ำติดตัวไปด้วยระหว่างการเดินทาง ขวดน้ำพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวสิ้นเปลืองพลังงานในการผลิตมหาศาล แถมยังทำให้เกิดขยะล้นโลก และในการกำจัดขยะก็ต้องใช้พลังงานอีกต่างหาก
๘. หลีกเลี่ยงการใช้ถุงพลาสติก เพราะการผลิตถุงพลาสติกใช้พลังงานอย่างมหาศาล ถ้าให้ดีนำถุงผ้าจากบ้าน ติดตัวไปด้วยเวลาซื้อของตามร้านค้า หากไม่จำเป็นควรบอกพนักงานขายว่าไม่เอาถุงพลาสติก เพราะเมื่อนำกลับบ้านแล้วคนส่วนใหญ่จะทิ้งลงถังขยะ ในประเทศสหรัฐอเมริกาใช้ถุงพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ถึงปีละ ๑ แสนล้านใบ
๙. ประหยัดการใช้กระดาษ อุตสาหกรรมการผลิตกระดาษ ใช้พลังงานมากเป็นอันดับ ๔ ทั้งยังก่อมลพิษทางน้ำ เป็นต้นเหตุของการทำลายป่าไม้ ซึ่งเป็นตัวดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สำคัญด้วย
๑๐. สนับสนุนการซื้อสินค้าจากบริษัทผู้ผลิต ที่สนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือลงทุนซื้อหุ้นในบริษัท ที่มีส่วนในการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ผลิต ที่อยากมีส่วนในการปกป้องโลก และเลิกสนับสนุนสินค้า ของบริษัทที่ก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม
ที่มา www.eduzones.com

ไบโอดีเซล(Bio-Diesel)คืออะไร?มีประโยชน์อย่าง ไร?








ไบโอดีเซลคืออะไร น้ำมันพืชชนิดต่าง ๆ ได้แก่ เมล็ดเรฟ (rape seed, เป็นพืชน้ำมันมีมากแถวยุโรปและอเมริกา) ทานตะวัน งา ฝ้าย ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ละหุ่ง สบู่ดำ มะพร้าว ปาล์ม และน้ำมันเหลือใช้หลังการปรุงอาหารจากภัตตาคาร และร้านอาหารประเภท fast-food เช่น McDonald’s, Burger King และ Kentucky Fired Chicken มาเข้ากระบวนการเปลี่ยนแปลงทางเคมี(1) เป็น methyl ester ethyl ester หรือ butyl ester หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ไบโอดีเซล” ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงแทนปิโตรเลียมดีเซลในสัดส่วนผสมต่างๆ ได้โดยไม่เกิดผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ กับเครื่องยนต์ดีเซล แม้จะใช้เป็นระยะสั้นและหรือยาว การใช้ไบโอดีเซลเป็นเชื้อเพลิงจะไม่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายได้โดยกระบวนการทางชีวภาพ และเกิดมลพิษทางอากาศน้อยกว่าน้ำมันดีเซล เป็นต้น (อ้างอิง Zhang et al., 1988; Sims, 1985,; Wagner et al., 1984; Goering et al., 1982; Kautman and Ziejewski, 1984, Quick and woodmore, 1984; Mora 1985; Melville, 1987 Mosgrove, 1987; Fort et al.,1982; DOE,2000) การผลิตไบโอดีเซล องค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันพืชและไขมันสัตว์ เป็นไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ซึ่งเป็นสารประกอบทางเคมี ที่ประกอบด้วยกรดไขมัน (Fatty acid) และกรีเซอรีน (Glycerin) เมื่อไตรกรีเซอไรด์นี้ รวมตัวกับสารเร่งปฏิกิริยาชนิดที่เป็นด่าง (Base catalyst) เช่น โปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ (Potassium Hydroxide (KOH)) โดยมีปริมาณแอลกอฮอล์ที่เกินพอ (Excess alcohol) จะทำให้เกิดการรวมพันธะของกรดไขมัน และแอลกอฮอล์ เกิดเป็น "Biodiesel" โดยได้กลีเซอรอล (Glycerol) ซึ่งเป็นสารเคมีที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ในอุตสาหกรรมยา และเครื่องสำอาง เป็นผลพลอยได้ (By product) ปฏิกิริยานี้ เรียกว่า "Trans-esterification" ดังรูปที่ 1 โดยที่ R คือ คาร์บอน 16-18 อะตอม ซึ่งมีพันธะคู่ระหว่าง C = C ตั้งแต่ 1-3 คู่
รูป ที่ 1 ปฏิกิริยา Trans-esterification ในการผลิต Biodiesel จากน้ำมันพืช
หมายเหตุ: (1) ปัจจุบันมีเทคโนโลยีผลิตไบโอดีเซล (ethyl ester, methyl ester) ในอเมริกาและยุโรป โดยในอเมริกามี 3 วิธีคือ
Based catalyzed transesterification
Direct acid catalyzed esterification of oil with methanol
Conversion of the oil to fatty acids, and then to alkyl esters with acid catalysis
ส่วนยุโรปมี 6 วิธี แต่ที่นิยมใช้มากคือ
Batcwise operating technologies
Henkel technology for tranesterification และ
CD process for tranesterification



การส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล (Bio-Diesel)
รัฐบาลได้ตระหนักถึงความสำคัญของไบโอดีเซล เป็นอย่างดี โดยเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2548 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาและส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซล จากปาล์มและเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2548 มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการพัฒนาและส่งเสริมการผลิตและการใช้ไบโอดีเซลทดแทน น้ำมันดัเซลร้อยละ 10 ปี 2555 หรือ 805 ล้านลิตร/วัน ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบทั้งน้ำมันปาล์มและน้ำมันพืใช้แล้วรวมถึงน้ำมันสบู่ ดำ และส่งเสริมการผลิตและการใช้ไบโอดีเซลผสมน้ำมันดีเซล สัดส่วน 5% (B5) ในบางพื้นที่ตั้งแต่ปี 2548
ไบโอดีเซลช่วยประเทศชาติแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน เนื่องจากไบโอดีเซลมีคุฯสมบัติเทียบเคียงน้ำมันดีเซล และผลิตได้จากพืชน้ำมันในประเทศจึงช่วยลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศได้ การพัฒนาและการส่งเสริมไบโอดีเซลจึงช่วยลด การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศ นอกจากนี้ไบโอดีเซลยังช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศ ในด้านเกษตรอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
พิจารณาด้านราคา และปริมาณแล้ว รัฐบาลจึงได้ส่งเสริมให้น้ำมันปาล์มเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตไบโอดีเซลซึ่ง เป็นการช่วยสร้างทางเลือกให้กับเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ช่วยพยุงราคาปาล์มน้ำมัน อีกทั้งรัฐบาลยังมีแผนขยายการปลูกปาล์มน้ำมันในประเทศไทยอีก 4 ล้านไร่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรของประเทศรวมมูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท/ปี **ช่วยสร้างงานในภาคเกษตร นอกจากนี้ยังช่วยสร้างเสถียรภาพด้านราคาผลปาล์มน้ำมันดิบแลน้ำมันปาล์มให้ กับประเทศ ปัจจุบัน กระทรวงพลังงานได้ร่วมกับภาคเอกชนดำเนินโครงการสาธิตการผลิตและการใช้ไบโอ ดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้วและน้ำมันปาล์มในจังหวัดเชียงใหม่และกรุงเทพมหานคร โดยปัจจุบันมีการจำหน่ายน้ำมันดีเซล B5 แก่ประชาชนทั่วไปตามสถานีบริการน้ำมันรวม 14 แห่ง ซึ่งราคาน้ำมัน B5 จะถูกกว่าราคาน้ำมันดีเซลทั่วไป 75 สตางค์ต่อลิตร เพื่อเป็นการจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาทดลองใช้น้ำมัน B5 เพื่อเป็นการสร้างทางเลือกเพื่อลดค่าใช้จ่ายทางด้านพลังงานให้กับประชาชน
ในด้านอุตสาหกรรม รัฐบาลมีการส่งเสริมอุตสาหกรรมผลิตไบโอดีเซลด้วยสิทธิประโยชน์ทั้งในด้านการ ลงทุนและในด้านภาษีและนำไปสู่อุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับปาล์ม น้ำมัน ได้กแ อุตสาหกรรมโอลีโอเคมิคอล โรงไฟฟ้าชีวมวล อุตสาหกรรม เหล่านี้ช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศและช่วยลดอัตราการว่างงานของ ประชากรในประเทศ ในด้านสิ่งแวดล้อม จากผลการทดลองของสถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ของบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) การผสมไบโอดีเซลในสัดส่วนต่างๆ ช่วยลดมลพิษทางอาการศได้ร้อยละ 10 -20 และลดควันดำได้ร้อยละ 20 สำหรับไบโอดีเซล 100% ช่วยลดมลพิษทางอากาศได้ร้อยละ 20-40 และลดควันดำได้ถึงร้อยละ 60 National Biodiesel Board, USA ระบุว่าไบโอดีเซลช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยสู่บรรยากาศซึ่ง เป็นสาเหตุของภาวะเรือนกระจกภึง 78.5% เทียบกับการใช้ไบโอดีเซล คิดเป็นมูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท ในปี 2555




พลังงานนิวเคลียร์คืออะไร ? และ สถานการณ์พลังงานนิวเคลียร์ในประเทศไทย


พลังงานนิวเคลียร์เป็นพลังงานรูปหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ชาว ผรั่งเศสชื่อ อังรีเบกเคอเรล ได้ค้นพบโดยบังเอิญ เมื่อ พ.ศ. 2439 แต่คนทั่วไปเริ่มรู้จักพลังงาน นิวเคลียร์หลังจากที่มีการทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมา และนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ. 2488 ในช่วงปลายสงครามโลก ครั้งที่สอง มีผลทำให้สงครามโลกครั้งที่สองยุติ แต่ผลของระเบิดปรมาณูในครั้งนั้นได้ทำลายชีวิติมนุษย์ไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งอาคารบ้านเรือน และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ นอกจากนี้ กัมมันตภาพรังสี ที่เกิดขึ้นจากการระเบิดยังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมและมีผล ต่อผู้รอดชีวิตในระยะยาวอีกด้วย
หลังจากที่มนุษย์ได้รู้ถึง อำนาจทำลายของระเบิดปรมาณูแล้ว จึงได้ค้นคว้าวิจัย เพื่อนำพลังงานนิวเคลียร์ มาใช้ประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ จนในปัจจุบัน มีหลายประเทศ นำพลังงานนิวเคลียร์ไปใช้ ในการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะทางด้านการแพทย์ เกษตร และอุตสาหกรรม จนปัจจุบันนิวเคลียร์ได้เข้าไป มีบทบาท ในชีวิตประจำวันมากขึ้นทุกที แต่ส่วนใหญ่อาจจะยังไม่รู้ สินค้าบางชนิด เช่น กระดาษ ปูนซิเมนต์ กระเบื้อง ยาสีฟัน อาจผลิตโดยใช้ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ในการควบคุมคุณภาพ สำลี ผ้าก๊อซ พลาสเตอร์ปิดแผล เข็ม หลอดฉีดยา เหล่านี้เป็นเวชภัณฑ์ ที่ทำให้ปลอดเชื้อ โดยใช้รังสี ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของพลังงานนิวเคลียร์
พลังงานนิวเคลียร์คืออะไร ?
ในบรรดาสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรานี้ ไม่ว่าจะเป็น โต๊ะ นาฬิกา สร้อยคอ จาน ช้อน กำไลมือ สิ่งเหล่านี้จะประกอบไปด้วยอนุภาค ที่มีขนาดเล็กมาก ไม่สามารถมองเห็นได้ อนุภาคนี้เรียกว่า อะตอม หรือ ปรมาณู อะตอมยังประกอบด้วย 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเรียกว่า นิวเคลียส อยู่ตรงกลาง นิวเคลียสมีขนาดประมาณ 1 ในพันล้านส่วน ของ 1 เมตร เท่านั้น อีกส่วนเรียกว่า อิเล็คตรอน เคลื่อนที่รอบ ๆ นิวเคลียส ที่นิวเคลียสของธาตุนี่เอง ที่เป็นต้นกำเนิดของพลังงานนิวเคลียร์ แต่พลังงานนิวเคลียร์ จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อ นิวเคลียสมีการเปลี่ยนแปลง พลังงานนิวเคลียร์ที่ถูกปล่อยออกมาจากนิวเคลียสนั้น มีหลายรูปแบบ ได้แก่ พลังงานความร้อน รังสีแกมมา อนุภาคบีต้า อนุภาคแอลฟา และอนุภาคนิวตรอน ซึ่งอาจจะ ถูกปลดปล่อยออกมาเพียงบางอย่าง หรือหลายๆ อย่างพร้อมกันก็ได้ กล่าวโดยสรุปอย่างง่ายๆ พลังงานนิวเคลียร์ก็คือ รังสีและอนุภาคต่างๆ ที่ออกมาจากนิวเคลียสของอะตอมดังนั้นการนำพลังงานนิวเคลียร์ไปใช้ประโยชน์ ก็เป็นการนำเอารังสี และอนุภาคต่าง ๆ ไปใช้นั่นเอง
พลังงานนิวเคลียร์ในประเทศไทย
ในประเทศไทย หน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญ ในการนำพลังงานนิวเคลียร์ไปใช้ใน การพัฒนาประเทศ ก็คือ สำนักงานพลังงานปรมาณู เพื่อสันติ เรียกย่อว่า พปส เป็น หน่วยงานในสังกัดของกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม พปส มีอุปกรณ์ทางนิวเคลียร์หลายชนิด ที่สำคัญได้แก่ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย ซึ่งใช้สำหรับผลิตสารกัมมันตรังสีที่จะนำไปใช้ในกิจการต่าง ๆ ต่อไป
*** การใช้พลังงานนิวเคลียร์ ***
ปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้ พลังงานนิวเคลียร์ ในกิจการต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ซึ่งพอสรุปได้เป็น 3 ด้าน คือ การแพทย์ การเกษตร และอุตสาหกรรม
1. ด้านการแพทย์
มีการนำ เอาสารกัมมันตรังสี และรังสีมาใช้ในการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรค ทำให้การวินิจฉัย และรักษาโรคของแพทย์ เป็นไปอย่างถูกต้อง และรวดเร็ว สามารถบรรเทาความเจ็บปวด และช่วยชีวิต ของผู้ป่วยได้มากขึ้น ประโยชน์ในการใช้ สารกัมมันตรังสีทางการแพทย์มีหลายด้าน เช่น ด้านการตรวจวินิจฉัย ด้านการบำบัดโรค จะเห็นว่าการนำสารกัมมันตรังสี มาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ควบคู่ไปกับ การตรวจวินิจฉัย และการรักษาแบบอื่น จะก่อประโยชน์ ต่อคนไข้อย่างยิ่ง และนับวันศาสตร์ ด้านนี้จะก้าวหน้าขึ้นเรื่อง ๆ จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป
2. ด้านอุตสาหกรรม
มีการนำเอาพลังงานนิวเคลียร์ ไปใช้กันอย่างกว้างขวางเช่นกัน ในที่นี้จะขอกล่าวพอสังเขป 2 ตัวอย่าง คือ การปลอดเชื้อผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ และ การตรวจสอบโครงสร้างภายใน
3. ด้านการเกษตร
ประเทศไทยจัดว่าเป็นประเทศ เกษตรกรรม เพราะประชากร กว่าร้อยละ 60 ยังคงยึดการเกษตรเป็นอาชีพหลัก ดังนั้น การค้นคว้าวิจัยทางการเกษตร เพื่อเพิ่มปริมาณ และคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเกษตรกร เพราะหมายถึงรายได้ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ของเกษตรกร ในปัจจุบัน ได้มีการใช้ เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อส่งเสริมกิจกรรมเกษตร ในหลาย ๆ ด้าน เช่น การกำจัดศัตรูพืช การปรับปรุงพันธุ์ เพื่อเพิ่มผลผลิต การเก็บถนอม รักษาผลผลิต ไม่ให้เสียหาย นอกจากนั้นก็ยังมี การทำหมันแมลงด้วยรังสี และ การทำน้ำมันยางวัลคาในช์ด้วยรังสี
นอกจากตัวอย่างทั้งสองที่ กล่าวแล้ว ยังได้มีการใช้ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ในกิจการเกษตรอื่น ๆ อีก เช่น การถนอมผลผลิตทางการเกษตร เช่น พวกพืชผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ โดยการฉายรังสี เพื่อให้เก็บไว้ได้นานยิ่งขึ้น เป็นประโยชน์ในการขนส่งทางไกล การใช้รังสีฉายพันธุ์พืช เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ให้ได้พันธุ์พืชที่มีผลผลิตสูงกว่า โตเร็วกว่า การวิเคราะห์ดินโดยเทคนิคทางนิวเคลียร์ เพื่อการจำแนกพื้นที่เพาะปลูก ทำให้ทราบว่าพื้นที่ที่ศึกษาเหมาะสมต่อการปลูกพืชชนิดใด ควรเพิ่มปุ๋ยชนิดใดลงไป เป็นต้น การนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ในการพัฒนาประเทศที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมดนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ยังมีการประยุกต์ใช้พลังงานนิวเคลียร์ในด้านอื่น ๆ อีกมาก โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว การนำพลังงานนิวเคลียร์ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันยิ่งแพร่หลายกว่าของเรา มากทีเดียว

เเบตเตอรี่กระดาษ (SoftBatterys) ระบบชี้เฉพาะด้วยคลื่นความถี่วิทยุRFID (Radio Frequency Identification) หรือแผ่นป้ายส่งข้อมูลไร้สายที่กำลังมาเเท


เเบตเตอรี่กระดาษ (SoftBatterys) เเบตเตอรี่ชนิดใหม่ ที่ไม่ต้องนำไปรีไซเคิลหลังใช้เสร็จเเล้ว เเต่ใช้เเล้วทิ้งเลยเเบบเศษขยะทั่วไปได้ถูกพัฒนาขึ้นเเล้วโดยบริษัทEnfucell ของFinland เเบตเตอรี่ดังกล่าวสามารถตัดปัญหาการรั่วไหลของโลหะเเละสารอัลคาไลน์ที่พบ เจอใน เเบตเตอรี่ทั่วๆไป อีกทั้งยังช่วยรักษาสิ่งเเวดล้อมด้วย เซลล์ เชื้อเพลิงที่สร้างจากกระดาษนี้ทำงานด้วยหลักการเดียวกันกับถ่านนาฬิกาเเละ ถ่านไฟฉาย ไอออน(Ion) เดินทางจากขั้วลบ(anode) ผ่านสารละลายelectrolyte ไปสู่ขั้วบวก(cathode) ก่อให้เกิดกระแสไฟฟ้า เเต่เเทนที่จะให้ไอออนเดินทางในกรอบโลหะซึ่งเต็มไปด้วยโลหะเป็นพิษ อย่างLithium ทางบริษัทEnfucellใช้กระดาษเเผ่นบางๆเป็นเส้นทางลำเลียงไอออน โดยเคลือบด้านนึงของกระดาษด้วยสังกะสี(zinc)เเละอีกข้างด้วยเเมงกานีส ไดออกไซด์(Manganese dioxide) ไอออนจะไหล ผ่านสารละลายของน้ำเเละ zinc chlorideภายในกระดาษ เเบตเตอรี่1.5V(เท่ากับถ่านไฟฉาย)ตัวนี้ไม่ได้เเค่เป็นมิตรกับสิ่งเเวดล้อม เเต่ยังถูกด้วย เมื่อผลิตในจำนวนมากก็จะสามารถขายได้ในราคาชิ้นละหนึ่งเพนนี(ไม่ถึงบาท) โดยมีขนาดเฉลี่ยอยู่ที่ความบาง 4 ม.ม. ความกว้างเเละยาวอยู่ที่ 5x5 ซ.ม. SoftBatterys ไม่สามารถให้พลังงานได้นานพอสำหรับกล้องดิจิตอลหรือนาฬิกาข้อมือ เเต่เหมาะสำหรับระบบการชี้เฉพาะด้วยคลื่นความถี่วิทยุRFID (Radio Frequency Identification)tag หรือแผ่นป้ายส่งข้อมูลไร้สายที่กำลังมาเเทนที่ระบบบาร์โค้ด ตัวอย่างการใช้ระบบRFID ก็เช่นเเผ่นป้าย ติดตัวสินค้าในร้านค้า มันสามารถทำให้เรารู้ได้ว่ามีสินค้าในสต็อกเท่าไหร่ เเบตเตอรี่จะเหมาะกับความบางของเเผ่นป้ายมาก ข้อดี อีกอย่างคือ เเผ่นป้ายRFIDที่มีเเบตเตอรี่ในตัวเองจะส่งสัญญาณได้ชัดเจนเเละไกลกว่า เเบตเตอรี่ก็ไม่ถูกใช้อย่างสิ้นเปลือง เพราะพลังงานจะถูกนำมาใช้เฉพาะตอนที่เเผ่นป้ายส่งสัญญาณเท่านั้น นอกจากนี้ยังส่งสัญญาณผ่านของเหลวเเละอะลูมิเนียม สองอย่างที่มักบล็อกสัญญาณได้ด้วย
แหล่ง ข้อมูล : http://www.vcharkarn.com/ , http://www.time.com/

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง "เศรษฐกิจพอเพียง" แนวพระราชดำริซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่พสกนิกร



หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
"เศรษฐกิจ พอเพียง" แนวพระราชดำริซึ่งพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่พสกนิกร เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข บนหลักความ "มีเหตุ ผล", "พอประมาณ" และ "มีภูมิคุ้มกัน" ซึ่งมีเป้าหมายให้สังคมไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นแนวทางที่สามารถนำไปปรับใช้ได้กับการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน รวมทั้งการพัฒนาพลังงานของไทย
หลักของการมีเหตุผล
คงไม่มี ใครปฏิเสธว่าน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นแหล่งพลังงานใหญ่ของโลกนับวันมีแต่จะ หมดลง สวนทางกับความต้องการบริโภคน้ำมันที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ การคิดค้นพัฒนาแหล่งพลังงานอื่น ๆ จึงเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยซึ่งมีแหล่งน้ำมันดิบของตนเองไม่เพียงพอกับความ ต้องการภายในประเทศ ต้องเสียเงินนำเข้าจากต่างประเทศ ในแต่ละปีนับแสนล้านบาท แนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอันเกี่ยวกับการพัฒนาพลังงาน เป็นตัวอย่างของการคิดค้นพัฒนาแหล่งพลังงานอื่น ๆ อย่างมีเหตุผล ดังจะเห็นได้จากเมื่อทรงมีพระราชดำริในเรื่องใด พระองค์ท่านจะทรงมีรับสั่งให้ศึกษาถึงความเป็นไปได้ ผลดีผลเสีย ความเหมาะสม และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ก่อนการดำเนินการทุกครั้ง หลักการแห่งความมีเหตุผลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ทำให้ทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกลไปถึงอนาคตอย่างเช่นเรื่องน้ำมันแก๊สโซฮอล์ เมื่อทรงมีพระราชดำริให้มีการศึกษาวิจัยนั้น น้ำมันราคาถูก แต่เมื่อพิจารณาถึงเหตุผลว่าในอนาคตข้างหน้า น้ำมันมีแต่จะหมดไป ขณะที่คนต้องการใช้น้ำมันเพิ่มมากขึ้น ราคาน้ำมันจึงจะแพงขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน หาก จะรอให้น้ำมันแพงเสียก่อน ค่อยมาคิดศึกษาวิจัยก็คงไม่ทันต่อความต้องการ จึงมีพระราชดำริให้เริ่มศึกษาตั้งแต่เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนเป็นการศึกษา อย่างต่อเนื่องยาวนาน และเป็นที่ประจักษ์ถึงคุณประโยชน์อเนกอนันต์ของแนวพระราชดำริดังกล่าว
การพัฒนา พลังงานอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ไบโอดีเซล พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ก็ล้วนเกิดขึ้นบนหลักของความมีเหตุผลนี้เช่นเดียวกัน การดำเนินการของโครงการอันเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกิดขึ้นตามแนวพระราชดำรินั้นล้วนแต่ยึดหลักความพอ ประมาณทั้งสิ้น ซึ่งก็คือความพอดี ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป
พระราช ดำริเกี่ยวกับโครงการพัฒนาพลังงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพลังน้ำ เชื้อเพลิงชีวภาพ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ฯลฯ ไม่ได้เน้นที่ขนาดความใหญ่โตของโครงการ แต่พิจารณาความเหมาะสมและพอเพียงต่อการใช้งานเป็นหลัก แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธโครงการขนาดใหญ่ หากเป็นไปตามความจำเป็นและเพื่อประโยชน์ของคนเป็นจำนวนมาก หลักแห่งความพอประมาณ ช่วยให้การพัฒนาพลังงานในประเทศไทยค่อยเติบโตอย่างมั่นคง นำไปสู่ความยั่งยืนได้ในที่สุด

พลังงานทดแทน หมายถึงอะไร ?


พลังงานทดแทน โดยทั่วไปหมายถึงพลังงานที่มีอยู่ทั่วไปตาม ธรรมชาติและสามารถมีทดแทนได้อย่างไม่จำกัด (เมื่อเทียบกับพลังงานหลักในปัจจุบัน เช่น น้ำมันหรือถ่านหินซึ่งมีเฉพาะที่ และรวมถึงต้นทุนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในการสำรวจและขุดเจาะแหล่งน้ำมันใหม่ๆ) ตัวอย่าง พลังงานทดแทนที่สำคัญเช่นแสงอาทิตย์ ลม คลื่นทะเล กระแสน้ำ ความร้อนจากใต้ผิวโลก หลังงานจากกระบวกการชีวภาพเช่นบ่อก๊าซชีวภาพ พลังงานทดแทนอีกประเภทหนึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ใช้แล้วสามารถหมุนเวียนมาใช้ ได้อีก เรียกว่า พลังงานหมุนเวียน ได้แก่ แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล น้ำ และไฮโดรเจน เป็นต้น ซึ่งในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะศักยภาพ และสถานภาพการใช้ประโยชน์ของพลังงานทดแทน การศึกษาและพัฒนาพลังงานทดแทนเป็นการศึกษา ค้นคว้า ทดสอบ พัฒนา และสาธิต ตลอดจนส่งเสริมและเผยแพร่พลังงานทดแทน ซึ่งเป็นพลังงานที่สะอาด ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นแหล่งพลังงานที่มีอยู่ในท้องถิ่น เช่น พลังงานลม แสงอาทิตย์ ชีวมวล และอื่นๆ เพื่อให้มีการผลิต และการใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย มีประสิทธิภาพ และมีความเหมาะสมทั้งทางด้านเทคนิค เศรษฐกิจ และสังคม
สำหรับผู้ใช้ในเมือง และชนบท ซึ่งในการศึกษา ค้นคว้า และพัฒนาพลังงานทดแทนดังกล่าว ยังรวมถึงการพัฒนาเครื่องมือ เครื่องใช้ และอุปกรณ์เพื่อการใช้งานมีประสิทธิภาพสูงสุดด้วย งานศึกษา และพัฒนาพลังงานทดแทน เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานพัฒนาพลังงานทดแทน ซึ่งมีโครงการที่เกี่ยวข้องโดยตรงภายใต้แผนงานนี้คือ โครงการศึกษาวิจัยด้านพลังงาน และมีความเชื่อมโยงกับแผนงานพัฒนาชนบทในโครงการจัดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าประจุ แบตเตอรี่ด้วยเซลล์แสงอาทิตย์สำหรับหมู่บ้านชนบทที่ไม่มีไฟฟ้า โดยงานศึกษา และพัฒนาพลังงานทดแทนจะเป็นงานประจำที่มีลักษณะการดำเนินงานของกิจกรรมต่างๆ ในเชิงกว้างเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทน ทั้งในด้านวิชาการเชิงทฤษฎี และอุปกรณ์เครื่องมือทดลอง และการทดสอบ รวมถึงการส่งเสริมและเผยแพร่ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุน และรองรับความพร้อมในการจัดตั้งโครงการใหม่ๆ ในโครงการศึกษาวิจัยด้านพลังงานและโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การศึกษาค้นคว้าเบื้องต้น การติดตามความก้าวหน้าและร่วมมือประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการ พัฒนาต้นแบบ ทดสอบ วิเคราะห์ และประเมินความเหมาะสมเบื้องต้น และเป็นงานส่งเสริมการพัฒนาโครงการที่กำลังดำเนินการให้มีความสมบูรณ์ยิ่ง ขึ้น ตลอดจนสนับสนุนให้โครงการที่เสร็จสิ้นแล้วได้นำผลไปดำเนินการส่งเสริม และเผยแพร่และการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมต่อไป

การ ทำนายสุดยอดการใช้เทคโนโลยี 10 อันดับในอนาคต

การทำนายลักษณะโลกแห่งเทคโนโลยีในอนาคตได้ตีพิมพ์ในวารสารเทคโนโลยีของ ประเทศ อังกฤษ ชื่อว่า วาย (Wired) ซึ่งวางออกสู่ตลาดแล้วในประเทศอังกฤษเมื่อไม่นานมานี้
อันดับที่ 1 มี สัญญาณเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (Wi-fi) ทั่ว ทั้งเมือง (ปี 2010)
ซู ปาค์กเกอร์ นักมนุษยวิทยากล่าวไว้ว่า อีกไม่นานไม่ว่าจะเป็นเมืองเล็กหรือเมืองใหญ่ ก็จะมีสัญญาณอินเตอร์เน็ต หรือเครือข่ายไร้สายที่สามารถเชื่อมต่อได้ด้วยความ เร็วสูงในการรับส่งข้อมูล ที่สำคัญไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ซึ่ง จะถือเป็นการพัฒนาระบบสารสนเทศให้ก้าวหน้าอีกขั้น
อันดับที่ 2 การ พัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีด้านชีวภาพ (ปี 2013)
การศึกษาผลกระทบของยาปฏิชีวนะต่อร่างกาย สามารถทำได้โดยง่ายและมีความรวดเร็ว เนื่องจากความแม่นยำ และคงที่ของคอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาให้มีความสามารถ มากขึ้น
อันดับที่ 3 หุ่น ยนต์เริ่มเข้ามามีบทบาท (ปี 2014)
ในอนาคตหุ่นยนต์จะเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์ มากขึ้น และจะสามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ โดยในบางชิ้นงานยังจะสามารถทำงานได้ดีกว่ามนุษย์ ประเทศเกาหลีใต้เพิ่งเปิดตัวเมืองหุ่นยนต์เมื่อไม่นานมานี้ โดยทั้งเมืองจะมีประชากรหุ่นยนต์ และอาจจะมีประธานาธิบดีที่เป็นหุ่นยนต์อีก ด้วย โดยลงทุนเป็นเงินมหาศาลในการพัฒนาเมืองหุ่นยนต์ขึ้นมา
อันดับที่ 4 โปรแกรม ช่วยค้นหาข้อมูลที่เชื่อมโยงกันทุกอย่าง (ปี 2014)
อิริค ฮอร์เวส นักวิจัยของไมโครซอร์ฟ กล่าวว่าจากการที่เรามีการเก็บข้อมูลต่างๆไว้ในรูปแบบอิเลกทรอนิกส์ ที่ไม่ใช่เป็นแบบกระดาษเหมือนสมัย ทำให้การนำเอาข้อมูลต่างๆ มาเชื่อมโยงกันเพื่อนำไปใช้งานในด้านต่างๆ ซึ่งข้อมูลที่เก็บในฐานข้อมูล จะมีการถูกออกแบบโครงร่างความสัมพันธ์ของ ข้อมูลเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นเข้าด้วยกัน สิ่งที่มนุษย์ต้องพัฒนา คือหาความสัมพันธ์ที่เหมาะสมในการเชื่อมโยงข้อมูล เหล่านั้น และเมื่อใดก็ตามที่ข้อมูล ทุกอย่างสามารถเชื่อมต่อกันก็จะทำให้การเรียนรู้ สิ่งต่างๆเป็นไปได้ไม่ยากและง่ายต่อการทำงาน
อันดับที่ 5 โปสเตอร์ โฆษณาแสนฉลาด (ปี 2015)
การใช้งานโปสเตอร์ที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบและตำแหน่ง เหมือนกับจอโทรทัศน์ได้ จะถูกพัฒนาและนำมาใช้ใน ไม่ช้า และการที่ป้ายลักษณะนี้ สามารถเปลี่ยนสิ่งที่แสดงผลเหมือนจอโทรทัศน์ก็จะทำ ให้มันมีมูลค่าและมีประสิทธิภาพในการใช้งานมากขึ้น
อันดับที่ 6 หน้าต่าง ไฮเทค (ปี 2017)
ลักษณะพิเศษของหน้าต่างนี้คือสามารถที่จะทำความสะอาดตัวเอง ได้โดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์
อันดับที่ 7 เครื่อง บรรจุสิ่งของไฮเทค (ปี 2017)
เครื่องบรรจุสิ่งของที่สดแสนจะทันสมันนี้ จะมีการทำงานโดยใช้ชิปที่มี RFID (การใช้คลื่นความถี่วิทยุเพื่อระบุลักษณะเฉพาะของวัตถุแต่ ละชิ้น) สิ่งนี้จะช่วให้การบรรจุสิ่งของทำได้อย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น
อันดับที่ 8 อาคาร สิ่งก่อสร้างที่มีประสิทธิภาพสูง (ปี 2017)
อาคาร ที่ประกอบด้วยไปด้วยลักษณะสถาปัตยกรรมที่แปลกใหม่ น่าสนใจพร้อมทั้งการติดตั้งเทคโนโลยี เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานมากมาย นอกจากนั้นอาคารที่มี ความสามารถในการรักษาความปลอดภัยสูงและช่วยลดการสิ้น เปลืองพลังงานก็ถือเป็น 1 ใน 10 สิ่งที่จะมีในโลกอนาคต
อันดับที่ 9 อุปกรณ์ ไฮเทคสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ Teledildonics (ปี 2018)
อุปกรณ์ ที่กล่าวถึงนี้ เป็นอุปกรณ์รีโมทคอนโทลจำลองเสมือนการมีเพศสัมพันธ์ คิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น
อันดับที่ 10 คอน เทคเลนส์ไฮเทค (ปี 2018)
การพัฒนาคอนแทคเลนส์ในขณะนี้มีความก้าวหน้าไปมาก และในการคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีก็ระบุว่า คอนเทคเลนส์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงนี้ สามารถที่จะแสดงคำหรือภาพให้เห็นบนดวง ตาได้ อีกทั้งยังสามารถที่จะดาวน์โหลดโปรแกรม ที่สามารถกำหนดความฝันได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ในบางสื่ออาจจะมีการทำนายที่แตกต่างกันออกไป แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลข้างบนก็ช่วยทำให้ เราเห็นภาพของโลกเทคโนโลยีในอนาคต และรับรู้สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในไม่ช้า โดยการทำนายเทคโนโลยีในอนาคตนี้ถูกรวบรวมโดย ชาร์ลี เบร์นตัน
ที่มาhttp://www.telegraph.co.uk/scienceandtechnology/technology/technologynews/5090296/Top-predictions-for-the-future-1-10.html

จีน และอินเดีย ตัวการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก

จีนและ อินเดีย ตัวการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก
จีนและอินเดียสองประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของเอเชีย ในทศวรรษนี้ยังคงเติบโตอย่างต่อ เนี่อง ค่าแรงราคาถูกและมีคุณภาพทำให้ การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมของสองประเทศเป็นไป อย่างรวดเร็ว โรงงานอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่หลายแห่ง ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนี้ มลพิษทางอากาศในรูปของ เขม่าควันและละอองซัลเฟตจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงซึง เป็นผลพลอยจากความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจนี้ ได้ถูกพัดเข้าหามหาสมุทรแปซิฟิก และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศในวงกว้างได้
Renyi Zhang ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์บรรยากาศแห่งมหาวิทยาลัย เท็กซัส เอแอนด์เอ็ม กล่าวว่า งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่เป็นหลักฐานสำคัญพิสูจน์ว่า มลพิษจากมนุษย์มีผลต่อการเคลื่อนตัวของพายุในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ที่สำคัญของซีกโลกเหนือในช่วงฤดูหนาว
จากภาพถ่ายผ่านดาวเทียม และคอมพิวเตอร์โมเดล ศาสตราจารย์ Zhang พบว่า ปริมาณ convective cloud (เมฆที่ก่อตัวในแนวตั้ง เช่น เมฆคิวมูลัสหรือเมฆคิวมูโลนิมบัส มักก่อให้เกิดฝน- ผู้แปล) ในชั้นบรรยากาศมีเพิ่มขึ้นถึง 20-50% ในช่วงปี 1994-2005 เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณที่วัดได้ในปี 1984-1994 ซึ่งมีผลต่อการก่อตัวของพายุในมหาสมุทรแปซิฟิก และเนื่องจากความหลากหลายด้านสภาพอากาศ มหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือจึงได้รับผลกระทบ จากละอองของเหลวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในฤดูหนาว ละอองของเหลวเหล่านี้ จะส่งผลต่อลักษณะหยดน้ำและการเปลี่ยนแปลงภายในก้อนเมฆ ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการก่อตัวของพายุได้ มลพิษเหล่านี้จะถูกพัดสู่ด้านตะวันตกของแคนาดาและสหรัฐฯ ก่อนที่จะเดินทางไปยังส่วนต่างๆของโลกส่งผลต่อสภาพอากาศโลกโดยรวม
เขม่าควันซึ่งในความ เป็นจริงแล้วก็คือคาร์บอนที่เผาไหม้ไม่หมด จะถูกลมพัดพาไปตกรวมกันบนก้อนน้ำแข็งบริเวณขั้วโลก สีดำของคาร์บอนช่วยดูดซับความร้อน จากแสงอาทิตย์มาละลายน้ำแข็งให้เร็วขึ้น ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นในรอบทศวรรษที่ผ่านมา
การเปลี่ยนแปลงเส้น ทาง พายุในมหาสมุทรแปซิฟิกส่งผลกระทบโดยตรงกับสภาพอากาศของโลก นอกจากความเสียหายที่เกิดจากพายุและฝนตกอย่างรุนแรงแล้ว บางพื้นที่ของโลกจะเผชิญกับปัญหาความแห้งแล้งอีกด้วย นอกจากปริมาณพายุที่จะเพิ่มขึ้นแล้ว ระดับความรุนแรงของพายุที่ก่อตัวขึ้นนั้นก็จะมากขึ้นตามไปด้วย
เส้นทางพายุใน มหาสมุทร แปซิฟิกมีความสำคัญอย่างยิ่งกับสภาพอากาศโลก การกระทำของมนุษย์กำลังเป็นตัวการสำคัญ ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้ง ใหญ่ต่อสภาพอากาศได้
อ้างอิง: http://www.sciencedaily.com/releases/2007/03/070306101319.htm

วัสดุ ในการสร้างกล้ามเนื้อของหุ่นยนต์ที่แข็งแรงกว่าเหล็ก

นักวิทยาศาตร์ได้ทำการเปิดเผยถึงการพัฒนาวัสดุในการสร้าง หุ่นยนต์ โดยเฉพาะในส่วนที่ทำงานคล้ายกับการทำงานของกล้ามเนื้อของคนนั่นเอง วัสดุตัวใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นมานี้มีมีความแข็งแรงมากกว่าเหล็ก และมีควาทนทานเป็นอย่างมากเพราะมีควาทนทานมากกว่าเพชร มากไปว่านั้นน้ำหนักของมันก็มีน้ำหนักเบามาก ซึ่งวัสดุชิ้นนี้มีความเหมาะสม เป็นอย่างมากต่อการสร้างกล้ามเนื้อเทียมให้ กับหุ่นยนต์
เรย์ บอทแมน นักวิทยาศาสตร์ที่ทำการศึกษาค้นคว้า และพัฒนาเกี่ยวกับเทคโนโลยีวัสดุ ของมหาวิทยาลัยเทกซัส ในรัฐดาลัส พร้อมกับทีมงานของเขา คือผู้พัฒนาวัสดุที่มีประสิทธิภาพสูงในการสร้างหุ่นยนต์
วัสดุตัวใหม่นี้เป็นการพัฒนาขึ้นมาโดยใช้เทคนิคในการนำเอา ท่อขนาดเล็กๆจำนวนหนึ่งที่มีความยืดหยุ่นสูง มาม้วนพันกันเป็นลักษณะเหมือนริบบิ้น และทำการสอดสานกันไปมา ซึ่งวิธีการพันแบบนี้จะทำให้ เส้นวัสดุที่ได้สามารถขยายและยืดหยุ่นได้ถึง 220 % ถ้ามีกระแสไฟฟ้าเข้า ไปในระบบ และก็จะกลับมาสู่สภาวะปกติถ้ามีการนำเอากระแสไฟฟ้าออกไป ซึ่งลักษณะการยืดหยุ่นของวัสดุ ตัวนี้ทำได้ในเวลาเพียงไม่กี่มิลลิวินาที
ซึ่งกลุ่มของท่อเล็กๆเป้นจำนวนมาก เมื่อมีการนำมาพันรวมตัวกันก็จะทำงานคล้ายกับเส้นใยของกล้ามเนื่อเทียม ที่สำคัญวัสดุตัวนี้จะยังคงความคงทนและแข็งแรงถึงแม้จะมีการยืดยาวออกไปก็ ตาม มากไปว่านั้นวัสดุชนิดนี้จะสามารถรักษาสภาพได้ในอณหภูมิระหว่าง -196 ถึง 1538 องศาเซลเซียสที่เป็นจุดหลอมละลายของเหล็กเลยทีเดียว นั่นก็หมายความว่าหุ่นยนต์ที่มีโครงสร้างเป็นวัสดุชนิดนี้จะสามารถทำงานใน สภาพแวดล้อมที่รุนแรง และอันตรายได้อย่างทนทานดีเยี่ยม
วัสดุชนิดใหม่นี้ได้ถูกสร้างออกมาในรูปแบบของเส้นใยที่สาน กันอยู่และมีเยื่อหุ้มชั้นนอกสุด และภายในท่อเล็กเหล่านั้นจะมีอากาศไหลเวียนอยู่ภายในเหมือนเป็นเอโร่เจล ที่สามารถช่วยสร้างความยืดหยุ่นในกับวัสดุได้เป็นอย่างดี โดยน้ำหนักของวัสดุตัวนี้จะอยู่ที่ 1 กรัมต่อ 30 ตารางเมตร
จอห์น แมดเดน นักวิศวกรไฟฟ้า จากมหาวิทยาลัยบริทิชโคลัมเบีย ได้ออกความคิดเห็นเกี่ยวกับวัสดุตัวใหม่นี้ว่า การที่วัสดุตัวนี้มีความยืดหยุ่นที่สูง และความหนาแน่นที่ต่ำจะทำให้วัสดุตัวนี้เหมาะกับการสร้างอุปกรณ์หรือยาน อวกาศที่ต้องไปทำงานในอวกาศ เพราะการที่มีน้ำหนักที่เบาและคุณสมบัติด้านอื่นๆทีดีนั้นจะทำให้การส่ง ยานอกสู่ห้วงอวกาศมีปริทธิภาพมากขึ้นทั้งในแง่ของค่าใช้จ่าย พลังงานที่ใช้ และการบรรทุกของขึ้นไปอวกาศก็จะทำได้มากขึ้น
ที่มาhttp://www.newscientist.com/article/dn16806-robots-could-flex-muscles-that-are-stronger-than-steel.html?DCMP=OTC-rss&nsref=online-news

สะพานนํ้าแข็งที่เชื่อมระหว่างนํ้าแข็งที่ยื่นออกมาที่มีขนาดเท่ากับประเทศจาไมก้ากับเกาะใน แอนตาร์คติก้าได้แตกออก


สะพานนํ้าแข็งในแอนตาร์คติกได้แตกออก สะพาน นํ้าแข็งที่เชื่อมระหว่างนํ้าแข็งที่ยื่นออกมาที่มีขนาดเท่ากับประเทศจาไม ก้ากับเกาะใน แอนตาร์คติก้าได้แตกออก นักวิทยาศาสตร์ได้เสนอแนะว่าการแตกอาจหมายความว่าก้อนนํ้าแข็ง Wilkins Ice Shelf กำลังใกล้จะแตกออกซึ่งเป็นหลักฐานของภาวะโลกร้อนก้อน นํ้าแข็งนี้ได้ลดขนาดลงตั้งแต่ในช่วงปี 1990-2000 แต่นักวิทยาศาสตร์ได้กล่าวว่านี่เป็น ครั้งแรกที่มันได้เสียหลักยึดหนึ่งที่ยึดให้อยู่กับที่ชิ้น นํ้าแข็งส่วนที่บางที่สุดประมาณ 40 กิโลเมตร (25 ไมล์) เป็นส่วนที่แตกออกภาพ จากดาวเทียมของ European Space Agency แสดงให้เห็นว่ามีภูเขานํ้าแข็งอันใหม่ ลอยอยู่ในทะเลทางทิศตะวันตกของแหลมแอนตาร์คติกซึ่งยื่นออกมาจากทวีปจนเกือบ จะถึง ปลายของทวีปอเมริกาใต้ David Vaughan นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับธรณีวิทยาน้ำแข็งและธารน้ำแข็งร่วมกับ British Antarctic Survey กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า “มันน่าทึ่งมากที่ได้เห็นการ แตกออกของนํ้าแข็ง” “เมื่อ สองวันก่อนมันยังสมบูรณ์อยู่ เรารอมาเป็นเวลานานกว่าที่จะเห็นเหตุการณ์นี้” ศาสตราจารย์ Vaughan ได้ไปที่สะพานนํ้าแข็งนี้เมื่อเดือนมกราคม และได้ติดตั้งเครื่องติดตาม GPS เพื่อเฝ้าสังเกตการเคลื่อนไหว แม้ ว่าการแตกของนํ้าแข็งจะไม่มีผลกระทบกับระดับนํ้าทะเลแต่มันได้เพิ่มความ กังวลเกี่ยวกับ ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่มีต่อพื้นที่ในแถบนี้ของแอนตาร์คติ ก้า พวก เขากล่าวว่าแหลมแอนตาร์คติคได้พบกับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยเกิด ขึ้นมาก่อนใน รอบห้าสิบปี ภูเขา นํ้าแข็งบางแห่งได้ลดขนาดลงในรอบสามสิบปีโดยหกแห่งได้พังลงมาอย่างราบคาบ
ที่มา http://news.bbc.co.uk/2/hi/science/nature/7984054.stm

วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2553

หุ่น ยนต์ปลาทำหน้าที่ในการตรวจสอบมลภาวะ

บทความจากวิชาการ.com
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นักวิจัยได้เปิดตัวหุ่นยนต์ปลาที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบปริมาณมลภาวะในน้ำ โดยเฉพาะและสามารถเก็บข้อมูลที่ได้มาให้กับนักวิทยาศาสตร์ใช้ในการศึกษา หาทางป้องกันการเกิดมลภาววะได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
หุ่นยนต์ปลาเป็นผลงานที่พัฒนาโดยนักวิจัยมหาวิทยาลัย Essex ประเทศอังกฤษ ซึ่งเริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปี 2005 และก็จะเริ่มนำมาใช้งานในสถานการณ์จริงในเดือนนี้ โดยจะเริ่มทำงานในอ่าวของประเทศสเปนเป็นแห่งแรก
หุ่นยนต์ปลามีความยาวประมาณ 1.5 เมตร ภายในตัวของปลาประกอบไปด้วยอุปกรณ์ที่เป็นตัวเซนเซอร์ที่สามารถตรวจสอบ ปริมาณของสาร หรือสิ่งที่เป็นมลภาวะต่อน้ำ อย่างเช่น ปริมาณคราบน้ำมันของเรือหรือที่รั่วออกมาจากท่อที่ฝังใต้ทะเล หรือสารเคมีภายในน้ำ ปริมาณออกซิเจนในน้ำ หุ่นยนต์ปลาแต่ละตัวมีราคาอยู่ที่ 20000 ปอนด์ หรือ 29000 ดอลล่าร์สหรัฐ ซึงจะมีหุ่นยนต์ปลาทั้งหมดจำนวน 5 ตัวที่จะถูกปล่อยไปทำงานในน่านน้ำทางตอนเหนือของประเทศสเปน บริเวณอ่าวบิสเค
หุ่นยนต์ปลาทำงานโดยใช้พลังงานจากแบตเตอร์รี่ที่สามารถทำ งานในการให้พลังงานได้ยาวนาน 8 ชั่วโมง และในส่วนของการควบคุมนั้นหุ่นยนต์ปลาจะไม่ถูกควบคุมด้วยรีโมทคอนโทรล หรือการบังคับจากมนุษย์ในการเคลื่อนที่ ข้อมูลที่หุ่นยนต์บันทึกได้ในการตรวจสอบนั้นจะมีการส่งไปยังศูนย์ควบคุมบนบก หรือหาดผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สาย เมื่ออุปกรณ์สามารถตรวจจับสัญญาณได้ ซึ่งข้อมูลที่ได้มานั้นจะถูกนำมาใช้สร้างแผนที่สามมิติเกี่ยวกับมลภาวะที่มี ในบริเวณอ่าว
การเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ปลาในน้ำจะใช้การเคลื่อนที่โดยใช้ เทคโนโลยี โซนาร์ (sonar) คือการตรวจหาวัตถุใต้น้ำด้วยคลื่นเสียง เหมือนที่ใช้ในเรือดำน้ำ เทคโนโลยีโซนาร์จะช่วยให้หุ่นยนต์ปลาไม่ว่ายชนกับหิน เรือที่แล่นอยู่ในน้ำ สิ่งมีชีวิตอื่นๆ หรือวัตถุต่างๆ และถ้าเมื่อใดที่แบตเตอร์รี่ที่ให้พลังงานในการทำงานใกล้จะหมด หุ่นยนต์ปลาก็จะว่ายกลับมาที่จุดชาร์จพลังงานที่ติดตั้งที่ริมฝั่งเพื่อเติม ประจุไฟฟ้าเข้าไป และกลับไปทำงานต่อ
โดยหุ่นยนต์ปลาถูกออกแบบมาให้สามารถทนต่อแรงดันและความแปร ปรวนใต้น้ำได้เป็นอย่างดี
ที่มา :: http://www.foxnews.com/story/0,2933,509972,00.html
:: http://www.physorg.com/news156681859.html

การ เผานํ้าแข็งอาจนำไปสู่เชื้อเพลิงฟอสซิลที่สะอาด

ก๊าซธรรมชาติที่ถูกกักขังอยู่ในผลึกนํ้าอาจเป็นแหล่งกำเนิด พลังงานมหาศาล และถ้าเทคโนโลยีใหม่นี้สามารถ นำไปสู่สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ได้อ้างเอาไว้ได้ มันอาจไม่ปล่อยสารพิษออกมาด้วย
ถ้าดูด้วยตาเปล่า clathrate hydrate อาจดูเหมือนนํ้าแข็งธรรมดา อย่างไรก็ตามแม้มันจะประกอบด้วย นํ้าเป็นบางส่วน โมเลกุลนํ้าจะถูกจัดเรียงเป็นลักษณะเหมือน “กรง” ซึ่งกักโมเลกุลเดี่ยวของมีเทนเอาไว้ข้างใน
เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่นๆ แล้ว มีเทน (หรือมีอีกชื่อว่าก๊าซธรรมชาติ) จะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ต่อหน่วยพลังงานที่ถูกสร้างขึ้นน้อยกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ แม้กระนั้นการเผามีเทนก็ยังปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ออกมาและมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลก
อย่างไรก็ตาม เมื่ออ้างอิงจากการวิจัยที่นำเสนอในอาทิตย์นี้ในการประชุม The National Meeting of the American Chemical Society ได้มีการเสนอวิธีใหม่ในการสกัด แยกมีเทนที่จะสามารถทำให้ได้เชื้อเพลิง ฟอสซิลที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (carbon-neutral)
เมื่อพูดถึงโครงสร้างทางกายภาพของกรงภายใน clathrate hydrate แล้ว มันต้องการให้มีคาร์บอน ไดออกไซด์อยู่ตรงกลางมากกว่า เพราะฉะนั้นหาก carbon dioxide ถูกปั๊มเข้าไปใน clathrate hydrate มันจะเข้าไปแทนที่มีเทนโดยทันที ด้วย เหตุนี้มันน่าจะเป็นไปได้ที่จะสกัดมีเทนและเก็บคาร์บอนไดออกไซด์แทนที่
“มีเทนจาก clathrate hydrate จะสามารถเป็นเชื้อเพลิงที่นำไปสู่พลังงานหมุนเวียน (renewable energies)” กล่าวโดย Tim Collett แห่งหน่วยงาน United States Geological Survey อ้าง อิงจากผลการนำเสนอโดย Collett กระบวนการแลกเปลี่ยนโมเลกุลได้ถูกแสดงให้เห็นในห้องแลปว่า มันเป็นไปได้ ผลของการปั๊มคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปตรงแกนกลาง clathrate hydrate ได้ปล่อยมีเทน ออกมา และนำคาร์บอนไดออกไซด์ไปเก็บแทนที่ประสบความสำเร็จ
กระทรวงพลังงานของสหรัฐอเมริกากำลังทำงานร่วมกับบริษัทนํ้ามัน ConocoPhillips ในการทดลอง ภาคสนามที่อลาสก้า เพื่อทดลองว่าวิธีนี้สามารถปฏิบัติการในสเกลที่ใหญ่ขึ้นได้หรือไม่
ความพยายามในการผลิตมีเทนโดยการให้ความร้อนกับ clathrate hydrate ไม่ประสบความสำเร็จ แต่การปั๊มของไหลออกจาก clathrate hydrate เพื่อลดความดันก็สามารถปล่อยมีเทนออกมาได้ แต่ในการที่จะนำไปใช้กับภาคธุรกิจเป็นไปได้ ว่าการใช้วิธีแทนที่ด้วยคาร์บอน จะดีกว่าการใช้วิธีลดความดัน
Deborah Hutchinson แห่ง USGS กล่าวว่าเทคนิคนี้ทำให้การแยกคาร์บอนไดออกไซด์เป็นไปได้
ก๊าซธรรมชาติโดยปกติแล้วจะมีคาร์บอนไดออกไซด์อยู่บางส่วน ซึ่งภายใต้กฎหมายควบคุมอุตสาหกรรม มันจะต้องถูกปั๊มกลับไปที่บ่อก๊าซเมื่อถูกสกัดแล้ว
“คาร์บอนไดออกไซด์กลุ่มแรกที่จะใช้ในวิธีใหม่นี้ จะเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ที่ สะอาด มาจากก๊าซ ธรรมชาติที่ถูกผลิตในบ่อใกล้ๆ” กล่าวโดย Hutchinson หรืออาจกล่าวได้ว่าคาร์บอนไดออกไซด์จาก การสกัดมีเทนที่อยู่ในนํ้าแข็ง จะเป็นไปได้มากที่จะถูกเก็บแยกจากบ่อก๊าซ ทั่วๆไป มีความเชื่อว่าทั่วโลกมีมีเทนที่ถูกเก็บอยู่ใน hydrate ทั้งหมดระหว่าง 1015 ถึง 1017 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นปริมาณมหาศาลและน่าจะสามารถนำมาใช้ได้เป็นจำนวนมาก ดยส่วนใหญ่จะอยู่ในตะกอนใต้พื้นทะเลหรืออยู่ใต้ดินแข็ง บ่อหลายบ่อที่ถูกศึกษามากที่สุดอยู่ใน อลาสก้า ใต้อ่าวเม็กซิโก และทะเลญี่ปุ่น ส่วนที่อยู่ในเทือกเขาทางตอนเหนือของอลาสก้าเป็นหนึ่งในที่ๆ อุดมสมบูรณ์มากที่สุด โดยจากการศึกษา USGS ในปี 2008 พบว่ามีถึง 2.4 แสนล้านลูกบาศก์เมตร (85 แสนล้านลูกบาศก์ฟุต) ของมีเทนในรูปแบบของ hydrate ซึ่งจะสามารถสกัดมีเทนออกมาได้ด้วย เทคโนโลยีในปัจจุบัน
สหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น และเกาหลี กำลังพุ่งเป้าไปที่ clathrate hydrates ในการแหล่งพลังงานที่เป็นไปได้แหล่งหนึ่ง
“มีหลายประเทศที่เริ่มจริงจังเกี่ยวกับเรื่องนี้” กล่าวโดย Ray Boswell แห่งแลป US National Energy Technology Laboratory “ บางสิ่งที่เคยดูเหมือนเกินความ เป็นจริงกำลังเป็นสิ่งที่คนกำลังพูดถึงอย่างจริงจัง”
Bahman Tohidi แห่งสถาบัน Heriot-Watt University’s Institute of Petroleum Engineering ได้กล่าวว่าการทดลองที่อลาสก้าจะเป็น “ก้าวสู่เส้นทางที่ถูกต้อง” แต่ศักยภาพอาจถูกจำกัดโดยพื้นที่ของบ่อ hydrate ที่อยู่ห่างไกล “คุณกำลังพูดถึงการขนส่งคาร์บอนไดออกไซด์ในระยะไกล” เขากล่าว Neil Crupton แห่งกลุ่ม UK Environmental Campaign Group ได้ตั้งข้อสงสัยในเรื่องนี้ “มันเป็น เทคโนโลยีที่ควรจะหลีกเลี่ยง สหรัฐอเมริกา ควรจะสนใจเรื่องการพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ในทะเลทรายแถบ ตะวันตกเฉียงใต้มากกว่า”
Source: http://www.newscientist.com/article/dn16848-ice-that-burns-could-be-a-green-fossil-fuel.html

เทคโนโลยี สำหรับควบคุมจัดการเกี่ยวกับข้อมูลทางน้ำ


เทคโนโลยี สำหรับควบคุมจัดการเกี่ยวกับข้อมูลทางน้ำ
บริษัทไอบีเอ็ม บริษัทชั้นนำของโลกทางด้านการพัฒนาเทคโนโลยี ได้เปิดเผยถึงการพัฒนาเทคโนโลยี ที่ให้บริการเกี่ยวกับการตรวจสอบข้อมูล ที่มีผลต่อการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ น้ำ โดยเฉพาะการทำงานที่เกี่ยวกับการตรวจสอบวัดคุณภาพของน้ำทะเล ปริมาณน้ำทะเล สภาพอากาศในเวลานั้น หรือสภาพแวดล้อม อากาศ มลพิษ ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเกี่ยวกับน้ำ
ซึ่งโดยปกติ งานเหล่านี้จะมีการใช้แรงงานคนเข้าไปประจำ ณ จุดที่ต้องการตรวจสอบสภาพไม่ว่าจะเป็นกลางทะเล หรือประภาคารเพื่อทำการตรวจสอบปัจจัยเหล่านี้ ซึ่งค่อนข้างเป็นงานที่เสี่ยงอันตราย เพราะในบางพื้นที่นั้นมีสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสมต่อคนเรา เสี่ยงต่อการเปิดพายุหรือภัยพิบัติต่างๆ หรือมีปริมาณของสารพิษที่มากเกินไป
ดังนั้นทางบริษัทไอบีเอ็มจึงได้ทำการ พัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถทำงานเหล่านี้ แทนคนได้ โดยเทคโนโลยีตัวนี้จะมีลักษณะเป็นทุ่นลอยน้ำที่มี การติดตั้งอุปกรณ์ตัวตรวจ สอบหรือเซนเซอร์ที่วัดปริมาณน้ำ คุณภาพของน้ำ หรือสภาพของน้ำทะเล มากไปกว่านั้นทุ่นลอยน้ำลักษณะนี้ จะยังสามารถช่วยในการเก็บข้อมูลต่างๆที่ ต้องการในด้านงานวิจัยเกี่ยวกับ สภาพแวดล้อมบริเวณพื้นที่นั้นๆส่งกลับไปยัง ห้องวิจัยได้ผ่านทางเครือข่ายไร้สาย โดยทุ่นลอยน้ำจะถูกนำไปลอยอยู่ที่กลางทะลหรือกลางแม่น้ำ
ภายในห้าปีที่ผ่าน ระบบจัดการน้ำในลักษณะต่างๆได้ถูกนำมาใช้และเสียค่าใช้จ่ายไปกว่า 20 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ แต่ก็ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร
บริษัทไอบีเอ็มกล่าวว่า เทคโนโลยีตัวใหม่นี้จะช่วยให้ผู้ให้บริการทางด้านการผลิตน้ำ เพื่อการสาธารนูปโภคสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะสามารถรับรู้ข้อมูลและ คาดเดาเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้จากข้อมูลที่ ทุ่นลอยน้ำตัวใหม่ส่งมาให้ และถ้าเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นก็ สามารถทำให้รับมือได้ทันกับสถานการณ์นั้น และข้อมูลที่เป็นประโยชน์เหล่านี้ จะทำให้บริษัทต่างที่ต้องอาศัยการเดินเรือ จะสามารถจัดวางแผนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
โดยประทุนลอยน้ำอัจฉริยะนี้ เป็นอุปกรณ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาภายใต้โครงการวิจัย ที่ชื่อว่า Smartbay ที่มีการพัฒนาในส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการข้อมูลทางน้ำ โดยภายในระบบจะมีการพัฒนาเกี่ยวกับเครื่องตรวจสอบปริมาณมลภาวะ สารพิษ หรือตัวตรวจสอบ เฝ้าดูสภาพสัตว์น้ำและความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในด้านการดำรงชีวิต การหาอาหาร ความผิดปกติต่างๆที่เกิดขึ้นหรือรวมไป ถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจสอบลักษณะ ของคลื่นน้ำที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาต่างๆ โดยอุปกรณ์เหล่านี้จะสามารถเก็บข้อมูล ที่บันทึกได้ส่งกลับไปยังห้องวิจัยผ่านทางเครือข่ายไร้สายได้ทันที มากไปกว่านั้นบริษัทไอบีเอ็มยังได้ทำการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์และ คอมพิวเตอร์ที่สามารถทำงานใน การตรวจสอบซากปรักหักพักต่างๆที่ลอยในน้ำและ สร้างปัญหาทางด้านการหาปลาในเชิงพาณิชย์อีกด้วย
โดยการทำงานที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนี้ เป็นความสามารถของเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาและรวบรวมไว้ในระบบ Smartbay ที่เป็นโครงการพัฒนาภายใต้ความร่วมมือของบริษัทไอบีเอ็มและ Marine Institute of Ireland ซึ่งเป็นสถาบันการจัดการเกี่ยวกับทางน้ำ ซึ่งระบบ Smartbay จะสามารถส่งข้อมูล ที่เป็นข้อมูลที่จำเป็นและเกี่ยวข้องล่าสุดในขณะนั้นมาให้ นักวิทยาศาสตร์ บริษัทที่ทำการพาณิชย์ผ่านทางน่าน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการส่งสินค้า การหาสัตว์น้ำมาเป็นอาหาร หรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยจะมีข้อมูลที่จำเป็น และเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการทำงานส่งมาให้

ตู้ ปลามีเสียงสำหรับคนตาบอด


นวัตกรรม ที่พัฒนาสำหรับผู้พิการตัวล่าสุดก็คือ ตู้ปลามีเสียง ซึ่งถือเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ทำให้ ผู้พิการทางสายตาหรือคนตาบอดสามารถชื่มชม ตู้ปลาได้จากเสียงที่ส่งออกมาจากตู้ปลา
ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานของนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทางนักวิทยาศาสตร์ ต้องการช่วยให้คนพิการสามารถทำอะไรได้เหมือนกับคนปกติทั่วไป ซึ่งปัจจุบันก็มีเทคโนโลยีและอุปกรณ์หลายแบบ ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยให้ ผู้พิการทั้งหลายสามารถดำรงชีวิตได้คล้ายกับคนปกติ และสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ มากขึ้นกว่าแต่ก่อน อุปกรณ์ส่วนใหญ่ จะเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในการทำกิจกรรมหลักในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการจับจ่ายซื้อของ การทำงาน หรือแม้กระทั่งการแปรงฟัน แต่อย่างไรก็ดีอุปกรณ์ที่ช่วยผูู้พิการเหล่านี้ในกิจกรรมที่ให้ ความบันเทิง นั้นมีอยู่ค่อนข้างน้อย ดังนั้นจึงเป็นแรงจููงใจให้นักวิทยาศาสตร์สนใจ ที่จะพัฒนาเทคโนโลยีในการช่วย ผู้พิการในด้านนี้โดยเริ่มจากตู้ปลาขนาดใหญ่ที่จัดแสดงปลาทะเล
หลักการทำงาน ของเทคโนโลยีตัวนี้จะเริ่มจากการที่ใช้กล้องวิดีโอเป็น ตัวจับภาพเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตในตู้ปลา เมื่อมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้น ระบบจะสามารถรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นผ่านทางโปรแกรม คอมพิวเตอร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมา โดยเฉพาะในการแยกแยะวัตถุโดยจะใช้หลักการแยก แยะด้วยสีและรูปร่างลักษณะของวัตถุ การแยกแยะวัตถุจะทำเพื่อการตอบสนองของระบบที่ต่างกัน
ซึ่งการตอบ สนองของระบบจะเป็นการส่งเสียงออกมาเป็นเสียงดนตรี โดยลักษณะของจังหวะ ตัวโน๊ต หรือเสียงดนตรีที่ระบบส่งเสียงออกมานั้น จะสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของปลา แต่ละชนิดในตู้ปลา
ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าปลามีการว่ายอย่างรวดเร็วขึ้นไปบนผิวน้ำ ระดับเสียงก็จะมีระดับเสียงที่ ดังขึ้นตามตำแหน่งของปลา และถ้าปลาเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเร็วขึ้นจังหวะของดนตรีก็จะเร็วขึ้น เป็นต้น
Anisio Correia ผู้พิการทางสายตา และรองประธานผู้พิการของแอตแลนต้าระบุว่าเขามีความสุขมากใน การเข้าทดสอบการใช้งานของตู้ปลามีเสียงกับลูกสาววัย 12 ปี โดยเขาบอกว่าสิ่งที่ทำให้เค้ามีความสุขมากในการทดสอบ คือการที่ลูกสาวมีท่า ทางที่ดีใจและสนุกกับตู้ปลามีเสียงนี้
ทีมผู้ พัฒนาตั้งใจจะติดตั้งระบบตู้ปลามีเสียงไปทั่วทั้งอเมริกา โดยได้เริ่มการเจรจากับ Tennessee Aquarium และ Georgia Aquarium ที่เป็นตู้ปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในความเป็นไปได้ที่จะทำการติดตั้งระบบตัว นี้เข้าไป
มากไปว่า นั้นทางนักวิทยาศาสตร์ผู้พัฒนาระบบยังนำเอาเทคโนโลยีตัวนี้ไปใช้ในการสังเกต การณ์การเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตอื่นๆเพื่อทำการสร้างรูปแบบทางวิทยาศาาตร์ หรือเพื่อการเก็บข้อมูลในงานวิจัย อย่างมด สัตว์อื่น หรือแม้กระทั่งเด็กที่เล่นฟุตบอล
ที่มาhttp://www.foxnews.com/story/0,2933,469824,00.html?sPage=fnc/scitech/innovation

มา รู้จักกังหันน้ำชัยพัฒนากันเถอะ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหาที่ เกิดขึ้น และทรงห่วงใยต่อพสกนิกรที่ต้องเผชิญในเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2531 ได้พระราชทานพระราชดำริในการแก้ไขปัญหาน้ำเสีย ด้วยการใช้เครื่องกลเติมอากาศ โดยพระราชทานรูปแบบสิ่งประดิษฐ์ที่เรียบง่าย แต่มีประสิทธิภาพสูงในการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ กังหันน้ำชัยพัฒนา และนำมาใช้ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำตามสถานที่ต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาค
กังหันน้ำชัยพัฒนา เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง ห่วงใยในความเดือดร้อนทุกข์ยากที่เกิดขึ้นนี้ ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร สภาพน้ำเสียในพื้นที่หลายแห่งหลายครั้ง ทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัด พร้อมทั้งพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการแก้ไขน้ำเน่าเสียใน ระยะแรกระหว่างปี พ.ศ. 2527-2530 ทรงแนะนำให้ใช้น้ำที่มีคุณภาพดี ช่วยบรรเทาน้ำเสียและวิธีกรองน้ำเสียด้วยผัก ตบชวาและพืชน้ำต่างๆ ซึ่งก็สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้ผลในระดับหนึ่ง
กังหันน้ำพระราชทาน
ต่อมาในช่วงปี พ.ศ.2531 เป็น ต้นมา สภาพความเน่าเสียของน้ำบริเวณต่างๆ มีอัตราแนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้น การใช้วิธีธรรมชาติ ไม่อาจบรรเทาความเน่าเสียของน้ำอย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงขอพระราชทานพระราชดำริ ให้ประดิษฐ์เครื่องกล เติมอากาศแบบประหยัดค่าใช้จ่าย สามารถผลิตได้เองในประเทศ ซึ่งมีรูปแบบ "ไทยทำไทยใช้"โดยทรงได้แนวทางจาก "หลุก" ซึ่งเป็นอุปกรณ์วิดน้ำเข้านาอันเป็น ภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นจุดคิดค้นเบื้องต้น และทรงมุ่งหวังที่จะช่วย แบ่งเบาภาระของรัฐบาลในการบรรเทาน้ำเน่าเสียอีกทาง หนึ่งด้วย
การนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิชัยพัฒนาสนับสนุนงบประมาณ เพื่อการศึกษาและวิจัยสิ่งประดิษฐ์ใหม่นี้ โดยดำเนินการจัดสร้างเครื่องมือบำบัดน้ำเสียร่วมกับกรมชลประทาน ซึ่งได้มีการผลิตเครื่องกลเติมอากาศขึ้นในเวลาต่อมา และรู้จักกันแพร่หลายทั่วไประเทศในปัจจุบันคือ "กังหันน้ำชัยพัฒนา"
พระราชดำริ
เมื่อ วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2531 พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานรูปแบบและพระราชดำริ เรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำเสีย โดยการเติมออกซิเจนในน้ำ มีสาระสำคัญ คือ
การ เติมอากาศลงในน้ำเสีย มี 2 วิธีวิธีหนึ่ง ใช้อากาศอัดเข้าไปตามท่อเป่าลงไปใต้ผิวน้ำแบบกระจายฟอง และอีกวิธีหนึ่ง น่าจะกระทำได้โดยกังหันวิดน้ำ วิดตักขึ้นไปบนผิวน้ำ แล้วปล่อยให้ตกลงไปยังผิวน้ำตามเดิม โดยที่กังหันน้ำดังกล่าวจะหมุนช้า ด้วยกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า ขนาดเล็กไม่เกิน 2 แรงม้า หรืออาจจะใช้พลังน้ำไหลก็ได้ จึงสมควรพิจารณาสร้างต้นแบบ แล้วนำไปติดตั้งทดลองใช้บำบัดน้ำเสียที่ ภายในบริเวณโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และวัดบวรนิเวศวิหาร
การศึกษา วิจัย และพัฒนา
กรมชลประทานรับสนองพระราชดำริใน การศึกษาและสร้างต้นแบบ โดยดัดแปลงเครื่องสูบน้ำพลังน้ำจาก "กังหันน้ำสูบน้ำทุ่นลอย" เปลี่ยนเป็น "กังหันน้ำชัยพัฒนา" และได้นำไปติดตั้งใช้ในกิจกรรมบำบัดน้ำเสียที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2532 และที่วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2532 เพื่อศึกษา วิจัย และพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสีย เป็นระยะเวลา 4-5 ปี
คุณสมบัติ
กังหันน้ำชัยพัฒนา หรือเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย (Chaipattana Low Speed Surface Aerator) ซึ่งเป็น Model RX-2 หมายถึง Royal Experiment แบบที่ 2 มีคุณสมบัติในการถ่ายเทออกซิเจน ได้สูงถึง 1.2 กิโลกรัม ของออกซิเจน/แรงม้า/ชั่วโมง สามารถนำไปใช้ในกิจกรรมปรับปรุงคุณภาพน้ำได้อย่างอเนกประสงค์ ติดตั้งง่าย เหมาะสำหรับใช้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ สระน้ำ หนองน้ำ คลอง บึง ลำห้วย ฯลฯ ที่มีความลึกมากกว่า 1.00 เมตร และมีความกว้างมากกว่า 3.00 เมตร

Storm surge มหันตภัยร้ายแห่งท้องทะเล




หากลองนึกภาพเหตุการณ์ภัยธรรมชาติครั้งร้ายแรงที่เคยเกิด ขึ้นกับประเทศไทยในอดีต แน่นอนว่า ภาพของเหตุการณ์ไล่ตั้งแต่พายุแฮเรียต ในปีพ.ศ.2505 ที่ซัดแหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช จนราบเป็นหน้ากลอง ถัดมาในปี พ.ศ.2532 มหาวิบัติพายุเกย์ ก็สร้างความเจ็บช้ำให้แก่ชาวบ้านหลายพื้นที่ใน จ.ชุมพร จนมาถึงช่วงปี พ.ศ.2540 พายุลินดา ก็ซัดซ้ำรอยเดิมใน จ.ชุมพร จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.เพชรบุรี...เหตุการณ์ทั้งหมดคง อยู่ในความทรงจำของคนไทยหลายคน กระทั่งล่าสุดในช่วงต้นปีที่ผ่านก็เกิดเหตุพิบัติภัย จากพายุนาร์กีสที่ถล่ม ประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า จนสร้างความเสียหายเกินคณานับ ซึ่งภาพเหตุการณ์ที่ไล่เรียงมานี้ หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าล้วนแล้ว เกิดขึ้นจากความรุนแรงของพายุที่พัดเข้าหา ชายฝั่งในลักษณะที่เรียกว่า ‘Storm surge’

** Storm surge มหัตภัยร้ายเกินมองข้ามนาวาเอก กตัญญู ศรีตังนันท์ ผู้บังคับหมวดเรืออุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ให้คำอธิบายว่า Storm surge คือ ปรากฏการณ์คลื่นที่เกิดขึ้นพร้อม กับพายุหมุนโซนร้อนที่ยกระดับน้ำทะเลให้สูง ขึ้นกว่าปกติ อันเนื่องมาจากความกดอากาศต่ำที่ปกคลุม ณ บริเวณนั้น ซึ่งเวลาที่หย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนตัวผ่านไปพร้อมกับศูนย์กลางของพายุ ทำให้แรงกดนั้นยกระดับน้ำจนกลายเป็นโดมน้ำขึ้นมา โดยเคลื่อนตัวจากทะเลซัดเข้าหาชายฝั่ง
คำถามก็คือ Storm surge มีความเหมือนหรือแตกต่างจาการการเกิดสึนามิ หรือไม่?นาวา เอก กตัญญู ชี้แจงว่า สิ่งที่คล้ายกัน คือ รูปแบบการเคลื่อนตัวที่เป็นเหมือนคลื่นขนาดใหญ่แล้วพัดเข้าชายฝั่ง แต่ที่แตกต่างกัน คือ ลักษณะของการเกิด คือ สึนามิ เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ของแผ่นดินไหวใต้ทะเล ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนส่งผลให้เกิดคลื่นขนาดยักษ์ซัดเข้าชายฝั่ง แต่กับ Storm surge จะเกิดขึ้นโดยมีตัวแปรจากพายุ
ส่วนความ เสียหายนั้น คิดว่า Storm surge จะเลวร้ายมากกว่า กล่าวคือ การเกิดสึนามิจะเกิดขึ้นวันไหนก็ได้ โดยท้องฟ้าอาจจะแจ่มใส อากาศเป็นปกติ เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วทางฝั่งอันดามันของไทย แต่หากเป็น Storm surge จะเกิดขึ้นพร้อมกับพายุซึ่งแน่นอนว่า ต้องเป็นวันที่ท้องฟ้าปั่นป่วนไม่แจ่ม ใส สภาพอากาศเลวร้าย มีการก่อตัวของเมฆฝน ฝนตกอย่างหนัก ลมพัดแรง บริเวณชายฝั่งเกิดคลื่นโถมกระแทกอย่างหนัก คลื่นในทะเลสูง แต่เมื่อศูนย์กลางของพายุเคลื่อนเข้ามา ก็จะหอบเอาโดมน้ำขนาดใหญ่ซัดเข้ามา อีกครั้ง ดังนั้น ความเสียหายจึงเพิ่มเป็นทวีคูณ
“เมื่อ Storm surge เกิดมาพร้อมกับพายุโซนร้อน เพราะฉะนั้นเมื่อพายุเข้ามาเราก็จะเห็นสัญญาณเตือนหลายอย่าง เช่น การเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา และจากการสังเกตลักษณะอากาศที่จะค่อยๆ เลวร้ายลง ทำให้เรารู้ตัวล่วงหน้าหลายวันและสามารถหาทางอพยพได้ทัน แต่กับสึนามิอาจจะไม่รู้ได้เลย เพราะบางครั้งก็เกิดขึ้น ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสไม่มีสัญญาณบอกเหตุร้ายแต่ อย่างใด แต่ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นในช่วงหลายปีมานี้ก็เป็นอะไรที่คาดเดา พยากรณ์ได้ยากเช่นกัน ซึ่งอาจเป็นผลมาจาก การเกิดภาวะโลกร้อนที่ทำให้สภาพอากาศในทุกมุมโลกเกิดความ แปรปรวน และยิ่งทวีความรุนแรงของเหตุการณ์ขึ้น สิ่งนี้จึงเรื่องที่ต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด” นาวาเอก กตัญญู ให้ภาพ
** กทม.ไม่น่าห่วงเท่าชายฝั่งอ่าวไทยนาวา เอก กตัญญู อธิบายต่อว่า เมื่อเป็นเช่นนี้หลายคนจึงตั้งคำถามว่าพื้นที่ของกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ชายฝั่งแล้วจะได้รับผลกระทบที่เกิดจาก Storm surge หรือไม่นั้น ต้องบอกว่าถึงแม้พื้นที่เสี่ยงการเกิดพายุจะอยู่ในอ่าวไทย แต่บริเวณก้นอ่าว หรือบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา กลับไม่เคยพบการเกิดพายุหมุนโซนร้อนมาก่อน ที่พบก็จะมีแต่ปลายๆ ของหางพายุดีเปรสชันซึ่งก็ไม่ได้เกิดความรุนแรง แต่พื้นที่ที่น่าห่วง คือ ตลอดแนวพื้นที่ราบชายฝั่งอ่าวไทยตั้งแต่ จ.ชุมพร ลงไป ซึ่งในอดีตพื้นที่เหล่านี้ ก็เคยเกิดพายุไต้ฝุ่นขนาดใหญ่ซัดถล่มมาแล้ว หากมองในพื้นที่บริเวณชายฝั่งของกรุงเทพฯ โอกาสที่จะเกิดน้อย เนื่องจากพื้นที่ของกทม.เป็นพื้นที่ที่อยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน แต่หากว่าเกิดพายุพัดผ่าน เข้ามาบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาจริงอิทธิพลจะเข้า มาถึงตัวเมืองแน่นอน โดยเฉพาะร่องแม่น้ำเจ้าพระยา ที่จะมีมวลน้ำทะลักเข้ามาไหลเอ่อท่วมพื้นที่ชั้นในกรุงเทพฯ
นาวา เอก กตัญญู บอกอีกว่า ทางฝั่งของทะเลอันดามันก็ยังพอเบาใจได้เนื่องจากการเกิดของ Storm surge จะเกิดขึ้นได้จากการเคลื่อนตัวของศูนย์กลางพายุเข้าหาชายฝั่ง แต่หากสังเกตเส้นทางการเคลื่อนตัวของพายุ ที่เกิดขึ้นในไทยนั้นจะเริ่มพัด ขึ้นฝั่งอ่าวไทยแล้วพัดออกจากฝั่งทางอันดามันไปพม่า บังคลาเทศ อินเดีย ทำให้ฝั่งอันดามันเป็นการเคลื่อนตัวออกนอกชายฝั่ง ซึ่งจะไม่ได้รับผลกระทบจาก Storm surge เหมือนอ่าวไทย แต่ที่ไม่ควรมองข้ามคือหากพายุหมุนเกิดขึ้นภายในแผ่นดิน และบริเวณแหล่งน้ำภายในเช่น กว๊านพะเยา บึงบอระเพ็ด หากหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนผ่านแหล่งน้ำเหล่านั้น น้ำก็จะยกตัวขึ้นมาเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นในทะเล และก็อาจทำให้เกิดคลื่นพัด เข้าสู่ฝั่งได้เช่นกัน
“ที่ ผ่านมา หลายคนให้ความสนใจในการเฝ้าระวังสึนามิ เพราะยังเป็นของใหม่ในบ้านเรา แต่ความจริงแล้วภัยคุกคามที่แท้จริงคงหนีไม่พ้น Storm surge เพราะโอกาสที่จะเกิดพายุหมุนโซนร้อน ที่พัดเข้าอ่าวไทยเกิดได้ถี่กว่า สึนามิหลายเท่า” นาวาเอก กตัญญู แจกแจง
** ปลูกป่าชายเลน แนวป้องกันชั้นยอดใน ส่วนของการเฝ้าระวังและวิธีการเตรียมรับมือนั้น รศ.อัปสรสุดา ศิริพงษ์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า ระยะเสี่ยงการเกิดพายุจะอยู่ที่ 3 เดือนอันตราย เพราะจากสถิติการเกิดพายุหมุนโซนร้อนที่ขึ้นทางฝั่งอ่าวไทยนั้น เมื่อเริ่มเข้าสู่เดือนตุลาคม พายุจะก่อตัวทางตอนใต้ของปลายแหลมญวนทางเขมร และเมื่อถึงช่วงเดือน พฤศจิกายนพายุจะเคลื่อนลงจากแหลมญวนจนเคลื่อนสู่อ่าวไทย ไปตลอดจนถึงเดือนธันวาคมพายุจึงจะสลายไปในที่สุด
สำหรับ ในบ้านเรานั้นหลายคน กลัวว่า Storm surge จะเกิดผลกระทบต่อเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ แต่อยากให้อุ่นใจได้ว่า Storm surge คงเข้ามาไม่ถึง ที่ต้องระวังคือปัญหาเดิมๆ อย่างน้ำท่วม เพราะกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่รับน้ำ อีกทั้งภายในตัวเมืองชั้นในยังมีสิ่งปลูกสร้างสูงๆ ป้ายโฆษณาตามตึกต่างๆ ก็ควรระวังหากเกิดลมพายุรุนแรงเพราะจะพัดป้ายให้พัง และเกิดความเสียหายได้ จึงเป็นเรื่องที่ควรหาทางป้องกันอย่างเร่งด่วน
การ เตรียมความพร้อม เพื่อรับมือกับ Storm surge นั้น อยากฝากให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยศึกษาลักษณะของการเกิด และความรุนแรงเพื่อที่จะได้หาทางหนีทีไล่ได้ทัน ซึ่งการหนีนั้นต้องมีหน่วยงานที่ร่วมทำแผนที่เสี่ยงภัย หากบริเวณไหนมีประชากรหนาแน่นบริเวณนั้นจะมีความเปราะบางมาก จึงต้องทำแผนที่ให้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเมือท่องเที่ยว
“วิธีการ ป้องกันมีอยู่หลายแนวทางทั้งการสร้างกำแพงป้องกัน แต่ก็ไม่ควรนำมาใช้กับบ้านเรา และอาจจะเป็นการสูญเงินอย่างมหาศาล ทางออกที่ดีที่สุดคือการช่วยกันรักษาป่าชายเลนตามแนวชายฝั่ง หรือปลูกป่าชายเลนเพิ่ม ในพื้นที่ชายฝั่งซึ่งจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ที่จะช่วยลดความรุนแรงได้ อีกทั้งควรกำหนดเป็น หลักสูตรในเรื่องของภัยพิบัติลงในแบบเรียนเพราะเป็นสิ่ง ที่ต้องปลูกฝังให้เด็กเกิดความตื่นตัว จึงต้องสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้น และต้องมีการซ้อมแผนเตือนภัยอยู่ตลอดเวลา เมื่อถึงคราว เกิดขึ้นจริงจะได้ช่วยลดความเสียหายจากชีวิตและทรัพย์สินได้” รศ.อัปสรสุดา ทิ้งท้าย
ขอบคุณข้อมูลจาก manager online